เตือน!! ภัยเมษา

posted on 24 Apr 2009 23:24 by prempapatblong

 

จากการศึกษาของคณะกุมารแพทย์ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย พบว่า
เมษายนเป็นเดือนที่มีการเสียชีวิตของเด็กจากอุบัติเหตุสูงสุดในรอบปี 
โดยมีจำนวนเด็กเสียชีวิตในเดือนเมษายนนี้กว่า 400 ราย สาเหตุนำ คือ จมน้ำ
อุบัติเหตุจราจรโดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ และยังมีภัยที่ไม่ทำให้เสียชีวิต
แต่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บลูกตาที่สำคัญ คือ การเล่นปืนฉีดน้ำ
 
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ร่วมกับ บริษัท อินเตอร์เทค เทสติ้ง จำกัด
ตรวจสอบอันตรายจากปืนฉีดน้ำที่ไม่ใช่ท่อ PVC ในท้องตลาด พบว่า
ส่วนใหญ่ทำให้เกิดการบาดเจ็บลูกตาของเด็กได้ 

ดังนั้น  ศาตราจารย์นายแพทย์สมศักดิ์ โล่ห์เลขา  และคณะกุมารแพทย์
จึงจัดให้มีการแถลงข่าวเพื่อเตือนภัยอันตรายที่เกิดกับเด็ก แก่ผู้ปกครองให้ได้รับทราบ
รวมทั้งเสนอแนะนำวิธีการดูแลเด็กในช่วงปิดเทอม  ในวันที่ 3 เมษายน 2552 
เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานเลขาธิการแพทยสภา  
ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข อาคาร 6 ชั้น 7 กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์

ระวัง! ปืนฉีดน้ำพุ่งไกลเกิน 6 เมตร โดนตา มีสิทธิ์ “ตาบอด”

เผยผลทดลองปืนฉีดน้ำแรงดันสูง ฉีดน้ำไกลเกิน 6 เมตร พุ่งเป็นเส้นตรง
อันตราย เผย เคยมีเด็กตาบอด เพราะปืนฉีดน้ำ เตือนเล่นปืนฉีดน้ำ
ต้องยืนห่างอย่างน้อย 150 เซนติเมตร ไม่เล็งที่ใบหน้า จึงปลอดภัย
เตรียมนำข้อมูล เสนอ มอก. พัฒนามาตรฐานปืนฉีดน้ำให้ปลอดภัยขึ้น
            
รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์
หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อ สร้างเสริมความปลอดภัย
และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี
กล่าวว่า ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
ร่วมกับบริษัท อินเตอร์เทค ทำการ ศึกษาอันตรายจากปืนฉีดน้ำ
ที่ไม่ใช้ท่อพีวีซี ต่อลูกตาของเด็ก ด้วยการทดลอง ฉีดน้ำใส่แผ่นฟอยล์
หากแรงดันน้ำทำให้แผ่นฟอยล์ทะลุได้ ก็สามารถทำให้ดวงตา บาดเจ็บได้

ทั้งนี้ ผลการทดลอง พบว่า ปืนที่มีแรงดันสูง สามารถฉีดน้ำได้ไกล
เกินกว่า 6 เมตร มีอันตราย สามารถยิงทะลุฟอยล์ได้ในระยะ 150 เซนติเมตร
และ หากปืนที่ฉีดน้ำออกมาพุ่งเป็นเส้นตรงเส้นเดียว น้ำจะยิ่งมีความแรงมากขึ้น
           
“หากจะใช้ปืนเหล่านี้เล่นฉีดน้ำใส่คน ควรจะต้องยืนฉีดน้ำ ให้ห่างอย่างน้อย 150 เซนติเมตร
จึงจะปลอดภัย หากฉีดถูกดวงตาก็จะไม่ได้รับ การบาดเจ็บ

ดังนั้น ผู้ปกครองควรเลือกซื้อปืนฉีดน้ำให้บุตร หลาน ที่มีแรง ดันน้อย
และฉีดน้ำออกมาเป็นลักษณะฝอย กระจาย ไม่ใช่พุ่งตรงเป็นเส้น เดียว
หากฉีดในแนวระนาบ จะต้องฉีดได้ไม่ไกลกว่า 6 เมตร หากฉีดใน มุม 45 องศา
ต้องไม่ไกลกว่า 10 เมตร จึงจะปลอดภัย และไม่ควรเล็ง
หรือฉีดน้ำ ใส่บริเวณใบหน้าด้วย” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว
           
รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา มีโรงพยาบาลเลิดสิน ได้เก็บข้อมูลพบว่า
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีคนไข้ที่เป็นเด็กมารักษาโรค ทางตาจำนวนมาก
และมีบางรายตาบอด ซึ่งสันนิษฐานว่า เกิดจากการถูกปืนฉีดน้ำ แรงดันสูงฉีดเข้าดวงตา
ทั้งนี้ ในวันที่ 7 เมษายนนี้ จะนำผลการวิจัยเสนอต่อ ที่ประชุมคณะกรรมการวิชาการ
พัฒนามาตรฐานของเล่นเด็กที่ 423 ของสำนักงาน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)
เพื่อพิจารณาเรื่องคุณภาพ มาตรฐานปืนฉีด น้ำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น
           
รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในวันที่ 9-11 เมษายน นี้ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ
จะจัดประชุมวิชาการ เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาของ เล่นเด็กที่มีอันตราย จำนวน 400 กว่าชิ้น
ซึ่งมีจำหน่ายแพร่หลายในประเทศ ไทย โดยมีสารพิษปนเปื้อน เช่น สารตะกั่ว สารปรอท เป็นต้น
รวมทั้งของเล่นบาง ชิ้น ทำจากโลหะ หรือของแข็ง ทำให้มีความแหลม คม เกิดบาดแผลกับเด็กได้
ซึ่ง แม้แต่ของเล่นพื้นบ้านไทยอย่าง ปลาตะเพียนสาน ก็มีอันตรายได้ เพราะมีการใช้ ลวดเย็บกระดาษ ที่มีความแหลมคม


           
ด้าน ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ในฐานะราช วิทยาลัยกุมารแพทย์และ
สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า
จากการศึกษาของอนุกรรมการฝ่ายป้องกันโรคและอุบัติเหตุ
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์และสมาคม กุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
อุบัติเหตุที่เป็นสาเหตุของการตายของเด็กไทย อายุ ระหว่าง 1-14 ปี
ตั้งแต่ปี 2547-2551 พบว่า มีเด็กเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ เฉลี่ย 3,175 รายต่อปี
หรือเฉลี่ย 264 รายต่อเดือน คิดเป็น ร้อยละ 42 ของ การตายทั้งหมด
โดยเดือนเมษายนของทุกปี เป็นเดือนที่มีเด็กตายมากที่ สุด เฉลี่ย 359 ราย
คิดเป็น ร้อยละ 50.21 กลุ่มเด็กที่เสียชีวิตมากที่ สุด มีอายุ 6-8 ปี และเด็กอายุมากกว่า 12 ปีขึ้นไป
           
“อุบัติเหตุที่ทำให้เด็กเสียชีวิตมากที่สุด คือ การจม น้ำ มีเด็กเสียชีวิตเฉลี่ย 1,431 รายต่อปี
หรือ 119 รายต่อเดือน ซึ่งแหล่ง น้ำรอบๆ บ้าน หรือในละแวกชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่เป็นจุดอันตรายที่สุด
เช่น บ่อขุด แม่น้ำ คลอง และสระว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งการป้องกันที่ดีที่ สุด คือ เด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป
ควรได้รับการสอนเรื่องภัยทางน้ำ สอนว่ายน้ำ เพื่อเอาตัวรอดได้ ควรสวมชูชีพทุกครั้งที่ลงเล่นน้ำ
ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลก ได้จัดทำหลักสูตร ความปลอดภัยทางน้ำ
เริ่มทดลองสอนให้ เด็กภายในเดือนเมษายนนี้เป็นครั้งแรก ขณะเดียวกัน ในชุมชน จะต้องเฝ้า ระวัง
 โดยทำรั้วกั้นแหล่งน้ำป้องกันเด็กลงไปเล่นน้ำ และควรมีผู้สอดส่องความ ปลอดภัยให้เด็กในชุมชน” ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าว


           
ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตรองลงมา คือ อุบัติเหตุจราจร
ซึ่งแต่ละปีมีเด็กเสียชีวิตเฉลี่ย 656 ราย หรือ 55 ราย ต่อเดือน การป้องกันที่ดีที่สุด คือ
เด็กต้องเครื่องป้องกัน ทั้งสวมหมวก นิรภัยที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับอายุทุกครั้งที่นั่งรถจักรยาน
 และรถ จักรยานยนต์ รวมทั้งใช้เข็มขัดนิรภัย ด้วย ส่วนชุมชนจะต้องจัดพื้นที่เล่น
ปลอดภัยให้กับเด็กแยกออกจากพื้นถนน และควบคุมให้รถทุกประเภทใช้ความเร็วไม่ เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
รวมทั้งไม่ให้คนขับดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ หรือให้เด็กซ้อนท้ายคนเมาอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังมีสาเหตุ อื่นๆ
ที่ทำให้เด็กเสียชีวิตอีก เฉลี่ย 1,087 รายต่อปี คิดเป็น 1 ใน 3 ของ สาเหตุการเสียชีวิต เช่น อันตรายจากไฟฟ้า
ความร้อน อาวุธปืน ของหนักหล่อน ทับ ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้อยู่ใกล้ตัวเด็ก ในบ้าน หรือละแวกบ้าน ทั้งสิ้น

www.csip.org



www.thaisafeplay.csip.org
www.safekids-thailand.com

Comment

Comment:

Tweet

big smile big smile big smile

#1 By mp3 (117.47.182.20) on 2009-07-04 20:58