ไม่มีใครรักเราได้มากเท่านี้อีกแล้ว...
posted on 13 Jun 2008 16:50 by prempapatblongไม่มีใครรักเราได้มากเท่านี้อีกแล้ว...
โดย...เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
“ ตั้วเฮีย...ตอนนี้อยู่ที่ไหน?”
อ้อยน้องสะใภ้โทรเข้ามือถือ
ขณะนั้นราว 6 โมงเย็น
เสียงกลั้นสะอื้นนั้นทำให้หัวใจของผมเหมือนหล่นวูบ
“ อยู่ชลบุรี กำลังจะเดินเข้าร้านลูกค้า”
“ ตั้วเฮีย...มาม้าเสียแล้วนะ !!!...”
อ้อยปล่อยโฮทั้งที่ยังไม่จบประโยค
แต่เพียงแค่นี้ ผมก็ได้รู้ซึ้ง ณ วินาทีนั้นแล้วว่า ...
ความรู้สึกช็อกและชาเหมือนโลกหยุดหมุนนั้นเป็นอย่างไร
เมื่อได้รู้ว่า ...
คนที่เป็นศูนย์รวมความรักของทุกคนในครอบครัว...
ต้องตายจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ......
ระยะทางจากตรงที่ผมยืนในขณะนั้น
อีกราว 5 เมตรก็จะถึงร้านลูกค้า
หรือหากจะหันหลังเดินกลับก็อีกแค่ 2 เมตรก็จะถึงรถ
แต่เพียงแค่นี้ผมก็ตัดสินใจไม่ถูกแล้ว
ว่าจะเดินหน้าหรือจะหันหลังกลับ ...
จึงได้แต่ยืนนิ่งอึ้งอยู่อย่างนั้น
ใจหนึ่งก็ยังคิดจะเข้าไปจดออเดอร์และเก็บเช็คลูกค้า
เพราะรู้อยู่ว่าขณะนั้นธุรกิจของคุณพ่อขาดสภาพคล่องอย่างหนัก
แต่อีกใจอยากรีบกลับบ้านบึ่งรถกลับหาคุณแม่
อยากกลับไปดูแลเรื่องอาหารการกินให้ท่านเหมือนเช่นทุกครั้ง
แล้วก็อยากไปนวดหลังนวดไหล่ให้ท่านเช่นที่เคยทำมาตลอดกว่า 3 เดือน
นับแต่ที่ท่านล้มป่วย...ด้วยโรคมะเร้งในถุงน้ำดี...
ทั้งๆที่จิตใจยังสับสนจับต้นชนปลายแทบจะไม่ถูก
ผมก็ก้าวขึ้นรถและขับขึ้นทางด่วนชลบุรี-บางนา
คิดอยู่แต่ว่า อยากกลับไปนวดหลังนวดไหล่
และดูแลเรื่องอาหารให้แม่ได้ทานผักสดผลไม้...แต่แล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้อีกครั้ง
น้ำตาของผมมันก็ร่วงพรูออกมาอย่างไม่รู้ตัว...
ผมสะอื้นไห้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อต้องจำใจยอมรับความจริงว่า
....แม่ของเรา...ตายแล้ว...
2 -3 เดือนก่อนหน้าที่จะรู้ว่าคุณแม่ป่วย
ท่านมักจะบ่นๆว่าท้องอืด บางทีก็แน่นแถวชายโครง
น้องชายที่เป็นคุณหมอหว่านล้อมให้ท่านไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลครั้งแล้วครั้งเล่า
แม่ผู้ได้ชื่อว่าไม่ค่อยจะถูกชะตากับเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์
จึงมักเล่นบทดื้อตาใส บ่ายเบี่ยงตลอดมา
แต่แล้วหลังจากวันหนึ่งที่น้องสาวทักท่านว่า...
“ทำไมพักนี้ตาของมาม้า ดูเหลืองๆ”
แล้วตามมาด้วยบทสมทบของน้องชายในตอนค่ำ ที่ย้ำว่า
“ไม่ใช่เหลืองแค่ตาแล้ว แต่เหลืองไปทั่วตัว...ความสวยกำลังจะลดไปเรื่อยๆแล้วนะ!”
เท่านั้นแหละ ผมและน้องชายจึงมีโอกาสจูงคุณแม่ไปเข้าห้องตรวจที่โรงพยาบาลตั้งแต่เช้า
( อ๊ะ..อย่าเข้าใจผิดคิดว่าคุณแม่ผมแก่งั่กจนต้องจูง ขณะนั้นท่านเพิ่งจะ 64 และยังสวยปิ๊ง
ไม่เสียชื่อว่าครั้งหนึ่งในวัยสะพรั่งเคยมีแมวมองติดต่อเป็นนางแบบโฆษณาแชมพูสระผม
เพียงแต่ไม่ได้รับอนุญาตจากอากงอาม่า)
“มาม้าเป็นนิ่วในถุงน้ำดีน่ะ” น้องชายบอกผม
จากนั้นก็บรรยายให้ฟังว่า
นิ่วเป็นก้อนเนื้อเล็กๆแข็งๆคล้ายก้อนกรวด
มันซ่อนอยู่ในถุงน้ำดี หรือท่อน้ำดีที่ออกมาจากส่วนตับ
นิ่วในถุงน้ำดีนั้น มักจะพบในคนที่มีวัยราว 40- 60ปี
และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 1 ใน 5
และที่คุณแม่ตัวเหลืองตาเหลืองก็เพราะเจ้าตัวนิ่วนี่แหละ
ที่ไปอุดกั้นการไหลเวียนของเลือด จึงเกิดมีอาการที่เรียกว่าดีซ่าน
วิธีแก้ไขคือ “ต้องผ่าตัด”
การผ่าเอานิ่วออกในยุคนี้พัฒนาขึ้นมาก เพราะหมอจะใช้การผ่าด้วยกล้อง
โดยจะเจาะรูเล็กๆที่หน้าท้อง แล้วสอดกล้องตัวกะจิ๋วลิ๋วเข้าไปตรวจตราและปฏิบัติการ
วิธีนี้เจ็บน้อยกว่า และคนไข้ฟื้นตัวได้เร็วกว่า
แต่...คุณแม่ของผมไม่ได้โชคดีเช่นนั้นเลย...
ก็ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ที่พบว่ามีการอักเสบมาก
จึงต้องใช้วิธีดั้งเดิม คือ ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง...
เมือล่วงรู้ถึงวิธีการรักษาเช่นนี้
ลูกๆจึงรู้สึกเครียดกันถ้วนหน้า คุณแม่ซะอีกที่ยังคงเอกลักษณ์
“หญิงเหล็ก-ผู้ใจดี”เช่นเดิม เพราะท่านกลับเป็นห่วงพวกเรายิ่งกว่า
“ เฮ้ย...ไม่เป็นไรหรอกน่า เกิดมาไม่เคยโดนเจี๋ยนก็เสียชาติเกิดซิ!”(ดูแม่ผมพูดเข้า)
คุณพ่อซึ่งก็คงทั้งแบกความรู้สึกของคุณแม่ และแบกทั้งความรู้สึกของพวกเรา
จึงดูออกเลยว่าท่านฝืนยิ้ม ท่านตรงเข้าไปบีบมือคุณแม่แน่น
“ แหม...ผ่านิ่วแค่นี้ คนเหล็กอย่างมาม้า เรื่องจิ๊บจ๊อยอยู่แล้วน่า...”
ว่าแล้วท่านก็หันมามองพวกเราด้วยน้ำตารื้น แล้วหันกลับไปมองคุณแม่อีก อย่างนิ่ง..นาน
เช้านั้น ผมกับน้องชายนั่งคุยกันที่โซฟาในห้องพักคนไข้
ในขณะที่คุณแม่พักฟื้นอยู่ในห้องผ่าตัด
น้องบอกกับผมว่า “หลังจากผ่าเอานิ่วออกแล้ว อาการตัวเหลืองตาเหลืองน่าจะน้อยลง...”
“น้อยลง...หมายความว่าไง? ทำไมไม่หายเลยล่ะ?” ผมถามด้วยความสงสัย
“คือคณะแพทย์เขาเช็คดูอย่างละเอียดแล้ว
ทั้งเอกซเรย์- อุลตร้าซาวด์-ตรวจชิ้นเนื้อ
และเมื่อผ่าเอานิ่วออก จึงแน่ใจแล้วว่า...มาม้า เป็น มะเร็งในถุงน้ำดี!!!”
ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะเพียงแค่ได้ยินคำว่า “มะเร็ง”ก็พอรู้ว่า
ไม่ว่าจะผุดขึ้นที่ใดก็ย่อมไม่ใช่ข่าวดีอย่างแน่นอน
ยิ่งเคยอ่านพบว่ามะเร็งในตับในถุงน้ำดีนั้น จัดเป็นอันตรายในระดับต้นๆก็ยิ่งใจเสีย
“แล้วจะรักษายังไง?”
“ก็...รักษาไปตามอาการ...” คุณหมอผู้ร่าเริงอย่างเขา ในยามนั้นดูเก็บถ้อยสงวนคำ
แถมความเครียดของเขาดูจะแผ่ซ่านไปทั่วห้อง
“แล้วจะหายมั้ย?” ผมถามในขณะที่เขาได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ
“ก็ค่อยๆดูแลกันไป”
ความเครียดของเขาลุกลามมาที่ผมจนแทบทนไม่ไหว...
“ถามตรงๆ...มาม้าจะอยู่ได้อีกกี่เดือน???”
“ 3 เดือน !!! ”
เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางห้อง...
เขาทำถูกต้องแล้วที่บอกกันตรงๆ แม้สมองของผมในเวลานั้นจะรู้สึกหมุนติ้ว
ขณะนั้นแม้ผมและน้องชายจะนั่งกันอยู่ในห้องคนไข้อย่างเงียบๆ แต่ผมมั่นใจว่า
สิ่งที่เรากำลังคิดเหมือนๆกันก็คือ ...หลังจากวันนี้
พวกเราจะดูแลคุณแม่ให้ดีที่สุด
ให้ท่านมีความสุขที่สุด อบอุ่นใจที่สุด...แม้ว่าจะเพียงแค่...สามเดือน”
หลังจากวันที่พวกเราทุกคนล่วงรู้ข่าวร้าย(ยกเว้นคุณพ่อ และคุณแม่)
พวกเราก็ต่างรุมปรนนิบัติพัดวีคุณแม่เป็นพิเศษ กระทั่งผมกังวลกลัวว่าคุณแม่จะสงสัย
แต่หารู้ไม่ว่า ผู้ที่สงสัยก็คือ..คุณพ่อ
โดยเฉพาะท่านข้องใจมากว่า ทำไมทางโรงพยาบาล จึงยังไม่กำหนดการกลับบ้านของคุณแม่
“หลังผ่าตัด เขาคงต้องการตรวจเช็คดูให้ละเอียด เพื่อความปลอดภัยน่ะ”
ผมพูดไปทั้งที่ฟังดูแย่ๆชอบกล
“เช็คอะไรกันนักหนา ก็แค่เป็นนิ่ว แล้วทำไม...”
เหมือนท่านจะรู้ว่าอาการคุณแม่ไม่สู้ดีนัก จากวันนั้นท่านจึงดูเงียบขรึมลง
“แล้วจะบอกมาม้าปาป๊ารึเปล่า?” ผมถามน้องชายในวันรุ่งขึ้น
“ต้องบอก...จะบอกพรุ่งนี้”
ผมเคยคิดจะแย้งเขาอยู่เหมือนกันว่า
จำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องบอก “ข่าวร้าย”แก่ผู้ป่วยเพื่อให้รู้ชัดๆเลยว่า
เขาเป็นโรคร้ายแรง ที่แทบไม่มีโอกาสรอด แต่จากที่เคยอ่านพบมาบ้างตามวารสาร
หรือบทความทางการแพทย์ ที่ผ่านการศึกษาวิจัยมาแล้ว ก็พบเหตุผลที่ยอมรับได้
ในแง่ที่ให้คนไข้และญาติได้รับรู้ความจริง
เพื่อจะได้ไม่ตกอยู่ในความมืดมนและสับสน หรือปล่อยปละละเลย
เพียงแต่การบอกความจริงนั้น จะต้องมาพร้อมกับการให้กำลังใจและให้ความมั่นใจว่า
ไม่ถูกทอดทิ้ง แต่จะได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ทั้งจากคุณหมอคุณพยาบาล
และที่สำคัญก็คือ จากลูกๆหลานๆของผู้ป่วย
ในส่วนของญาติสนิท การบอกความจริง
ช่วยพวกเขาให้ค่อยๆยอมรับความจริงที่เกิดขึ่น
และเตรียมตัวดูแลทั้งสุขภาพกาย-สุขภาพจิต ทั้งของคนไข้ ...และของตัวเอง!
แม้กระทั่งผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต
ก็ยังช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยยังมีลมหายใจ
เพื่อเขาจะได้จากไปอย่างสุขสงบในวันใดวันหนึ่ง...
ซึ่งน้องชายก็คงทำตามแนวทางข้างต้น ญาติๆจึงรับรู้ความจริงอย่าง(ค่อนข้าง)สงบ
โดยเฉพาะคุณแม่(หญิงเหล็ก)ที่เพียงมีสีหน้าสลดลงเล็กน้อย และพูดอย่างปลงๆ
“เฮ้อ...ชีวิตก็แค่นี้เอง”
( แน่นอนครับ สิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่พ้นก็คือ
กระบวนการทางจิตของการรับรู้ข่าวร้าย (mourning Process) คือ ...
1 ) ช็อค หรือรู้สึกชา
2 ) ไม่เชื่อ หรือพยายามปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับ (ไม่จริงหรอก,ต้องบอกผิดแน่ๆ, นี่เป็นแค่ความฝัน ฯลฯ )
3 ) โกรธ -รู้สึกผิด และตำหนิตัวเองหรือโทษคนอื่นว่ามีส่วนทำให้คนที่รักล้มป่วย
กระทั่งโกรธคนไข้ที่ไม่รู้จักดูแลตนเองจนต้องล้มป่วย ...ฯลฯ...(ในขณะที่ผู้ป่วยเองก็จะรู้สึกโกรธทั้งผู้อื่น และตนเอง)
แต่หากว่าญาติๆได้รับรู้ข่าวร้ายด้วยวิธีการที่เหมาะสม ,
มีที่ปรึกษาปรับทุกข์ประกอบกับวันเวลาเมื่อผ่านไป
จิตใจก็จะค่อยๆฟื้นตัว ทำใจให้ยอมรับความจริงเห็นสัจจธรรมในชีวิตมากขึ้น
เห็นถึงความสำคัญในการดูแลตนเองทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต )
** ครับ...หากเป็นใครอื่น ก็อาจถึงกับตะลึง และไม่เข้าใจว่า เหตุใด?
คุณแม่จึงทำใจได้รวดเร็วขนาดนี้ แต่เราพี่ๆน้องๆเข้าใจครับ จริงอยู่...
พวกเรายอมรับกันอยู่แล้วว่าท่านคือหญิงเหล็ก
เมื่อย้อนไปสู่วัยเยาว์ ...พวกเราย่อมไม่ลืม ตลอดนับสิบปี
ที่คุณแม่ต้องตื่นนอนเพื่อทำกับข้าวตั้งแต่ตี 4 จากนั้นก็จะปลุกพวกเราตอนตี 5
เพื่ออาบน้ำกินข้าว และแต่งตัวเตรียมไปโรงเรียน
ก่อนที่จะคุณแม่จะทั้งกระเตงทั้งจูงพวกเรา
เดินไปรอรถโรงเรียนหน้าปากซอย ( และหลายต่อหลายครั้ง ที่พวกเราต้องรอนานนับชั่วโมง)
ผมยังจำ...วันที่พวกเราตกอยู่ในสภาพยากจนสุดขีด...
จนขนาดต้องช่วยควานหาเศษเหรียญกันทั่วบ้าน
แล้วพบเพียงเหรียญบาท 2 เหรียญ... คุณแม่หยิบเหรียญนั้นใส่มือของผม
และน้องชายคนละ 1 บาท เพื่อจะได้มีเงินซื้อขนมกินที่โรงเรียน
( ยังโชคดีที่เราได้จ่ายค่าอาหารกลางวันที่โรงเรียน ไว้ล่วงหน้าแล้ว)
จากนั้นคุณแม่จึงอุ้มน้องสาว(ขณะนั้นยังไม่ถึงวัยเข้าเรียน)เดินไปอีก 4 ป้ายรถเมล์
เพื่อขอยืมเงินคุณยาย …แม้ว่าจะหมดตัวเพียงใด
ลูกๆต้องมีเงินกินขนม แม้ว่าแม่เองไม่เหลือเงินแม้แต่สลึงเดียว...
หรือ แม้แต่เรื่องที่ไม่อยากจะเล่า...คราวที่ผมอยู่ในวัยแตกพาน (13 ขวบ)
วันนั้นไปมีเรื่องกับจิ๊กโก๋-ขาใหญ่ประจำซอย
ที่กระทำตนเยี่ยงนายบ่อน ทำลายเยาวชนของชาติ
ด้วยการตั้งแผงขายฉลากเสี่ยงโชค ซึ่งผม และน้องชาย ก็ยังเป็นลูกค้าในบางครั้ง
( ขอย้ำว่า...บางครั้งจริงๆ !)
แต่เรื่องจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าวันนั้นผมไม่ดันไปจับได้ฉลากใบเด็ด
ที่เปิดดูก็พบคำว่า “จ่าย 10 บาท”
ผมและน้องชายดีใจจนเนื้อเต้น
แต่เต้นอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องเปลี่ยนเป็นวิ่งหนีหน้าตั้ง
เพราะโดนหมาหมู่-แก๊งค์จับฉลาก ราวๆ 5คน เดินเข้ามาล้อมกรอบ
และพูดว่า “กูไม่จ่าย!”
ผมและน้องชายจึงพร้อมใจกัน เดินถอยห่างราว 5 ก้าว
แล้วตะโกนด่าพวกมันด้วยถ้อยคำที่คิดว่าหยาบช้าที่สุด
จากนั้นก็หันหลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต โดยมีไอ้หมาหมู่วิ่งตามติดๆมา 3 นาย
วิ่งมาจน เกือบไล่ทันที่หน้าบ้านของผม
ก่อนที่พวกมันจะเบรกกันตัวโก่ง แล้วตีโค้งกลับหลังวิ่งแจ้นหายไป
เพราะพวกมันเจอเข้ากับ...สตรีร่างสูงมาดแกร่งดังนักกีฬา
ที่เปล่งเสียงดังดุจสิงโตปกป้องลูกน้อยจากฝูงหมาไนที่หิวโซ
“ถ้ามึงทำอะไรลูกกู มึงต้องข้ามศพกูไปก่อน !”
( สมัยที่คุณแม่ยังเป็นวัยรุ่น ท่านเคยเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลเยาวชนประจำสมาคมจีน)
อี้เล็ก(คุณน้า-น้องสาวแม่)เคยพูดประโยคหนึ่ง ที่ผมจำขึ้นใจกระทั่งบัดนี้
“มาม้าของพวกเธอ รักพวกเธอยิ่งกว่าแม่จงอางปกป้องไข่ซะอีก”...
นั่นอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่การันตีถึงความแกร่งกล้าของคุณแม่
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น
อันเป็นสิ่งที่พวกเรารู้ซึ้งกันดีก็คือ คุณแม่มักจะห่วงคนอื่น ห่วงครอบครัว มากกว่าตัวเอง
แม้แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต...
คุณแม่ฝากพวกเรา และญาติๆให้ช่วยดูแลคุณพ่อ...คุณแม่ฝากญาติๆให้ดูแลพวกเรา
...คุณแม่ฝากพวกเราให้ดูแลหลานๆ...คุณแม่ฝากหลานๆให้ดูแลพวกเรา เมื่อหลานๆเติบโตขึ้น...
เมื่อได้รู้ล่วงหน้าแล้วว่า คุณแม่คงจะอยู่กับพวกเราอีกไม่นาน...
ผมในฐานะลูกชายคนโต ซ้ำยังได้เปรียบน้องๆตรงที่ใน
ขณะนั้นผมทำงานกับคุณพ่อ
ซึ่งทั้งท่านและผมต่างเห็นตรงกันว่า
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ให้พักงานไว้ก่อนเพื่อเอาเวลาไปดูแลคุณแม่ให้มากๆ
ครับ...ดังนั้นตลอดช่วงเวลา 3เดือนกว่า
( แต่มีบางวันที่ผมจำเป็นต้องไปเก็บเช็คให้คุณพ่อ )
3เดือนกว่าที่ได้อยู่ใกล้ชิดคุณแม่ เป็นช่วงเวลาที่มีค่าเหลือเกินในชีวิตของผม
ทำให้ผมหวนคิดถึงความอบอุ่นในวัยเด็ก...
ที่ผมและคุณแม่เป็นเหมือนเพื่อนรักที่รู้ใจกันตลอดมา..
**เมื่อนึกถึงตรงนี้...ภาพแห่งความหลังครั้งอดีต
ที่คุณแม่ดูแลเป็นห่วงเป็นใยผมมาถึงกว่า 40 ปี
ก็ผุดพรายขึ้นมาเป็นระลอก ท่านห่วงใย และดูแลผมมาก
หากเป็นภาษาที่ยุคนี้ชอบใช้กันก็คือ มาก...ถึงมากที่สุด
มากซะจนญาติๆที่ลืมความหลังครั้งอดีต
จะไม่เข้าใจว่า เหตุใดคุณแม่จึงห่วงใยผมถึงขนาดนี้
ทั้งๆที่ผมเองนั้นก็สุขภาพดีทุกประการ มิได้ป่วยหนัก พิกลพิการหรือยากเข็ญอันใด
สมัยที่ผมอยู่ในวัยทีนเอจ
มีคนเคยติท่านว่า ระวังนะลูกคนอื่นๆจะน้อยใจหาว่าลำเอียง
คุณแม่จึงตอกกลับไปว่า “โฮ้ย...ลูกๆของฉันเข้าใจกันทุกคน...พวกเขาไม่โง่หรอก..”
เจอสไตล์ผ่าเปรี้ยงเข้าให้ คนติถึงกับอึ้ง
เขาคงไม่เข้าใจหรอกว่า คุณแม่รักลูกมากๆๆเท่าๆๆกันทุกคน
แต่แม่ทุกคนย่อมห่วงลูกที่ขี้โรคที่สุด...ซึ่งนั่นก็คือ..ผมเอง...!
อาการป่วยด้วยภูมิแพ้ หอบหืดคงติดตามผมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน...กระทั่งเพื่อนบ้านแนะนำ
ให้คุณพ่อพาไปพบแพทย์ผู้ชราท่านหนึ่ง ที่เชื่อว่าเป็นกูรูทางด้านภูมิแพ้
หลังจากท่านตรวจร่างกายอันผ่ายผอมของผมได้พักใหญ่ ทั้งด้วยฝ่ามือ
และเครื่องมือเท่าที่คลินิกของท่านจะมี(ในยุค 40 ปีก่อน)
แล้วท่านก็ฟันธงให้คำตอบกับคุณพ่อของผมว่า...ผมนั้น
เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว....ดังนั้นจงดูแลลูกขี้โรคคนนี้ให้ดีๆ
และไม่ควรให้เขาออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาใดๆทั้งสิ้น!!!
หลังคำพิพากษา...เอ้ย...หลังผลการตรวจของแพทย์ท่านนั้น
ชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น คุณแม่มักจะไล่ให้ไปนอนเร็วๆ
และปลุกสายกว่าทุกคน วันไหนหากผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
( ขอย้ำ...ไม่สบายใจ!) ก็ไม่ต้องไปโรงเรียน...
เช่น ทำรายงานส่งคุณครูไม่ทัน แล้วกลัวโดนครูตี หรือ ช่างตัดผมกร้อนผม
จนหัวแทบโกร๋น จะไปโรงเรียนก็กลัวเพื่อนล้อ...เลยเกิดความไม่สบายใจ
คุณแม่ก็อนุญาตให้หยุดได้ 1 วัน
ชีวิตในโรงเรียนก็เปลี่ยนไป จากนักเรียนธรรมดาๆก็กลายเป็นอภิสิทธิ์ชน ...
เริ่มตั้งแต่ วันที่คุณครูได้กล่าวในที่ประชุมประจำชั้น(ประถม3)ทั้งหมดว่า ...
ขอให้เพื่อนๆประถม 3ทุกๆคน ห้ามรังแกผมอย่างเด็ดขาด
และต่อไปนี้ทุกๆคนจะต้องช่วยกันดูแล และเอาใจใส่ผมให้มากๆ เพราะผมนั้น
กำลังป่วยหนัก จะเป็นลมล้มพับเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เพราะเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว...
จากนั้นดูเหมือนทุกคนจะเอาใจใส่และเอื้ออาทรต่อผมเป็นพิเศษ มีของเล่น
หรือขนมก็แบ่งปันผมเป็นประจำ ยามที่เดินสะดุดหรือแม้แต่จามก็จะมีเพื่อนนักเรียน
หรือมีคุณครูมาคอยประคับประคอง เรียกว่ากลายเป็นไข่ในหินประจำโรงเรียนเลยก็ว่าได้...
ในชั่วโมงพละ...
ในขณะที่เพื่อนๆกำลังตากแดดเตะฟุตบอล หรือ
วิ่งแข่งวิ่งผลัดกันที่สนาม ผมจึงเป็นคนเดียวที่ต้องนั่งเหม่อมองพวกเขาอยู่ใต้ต้นจามจุรีอันร่มรื่น
หรือไม่ก็ ไปนั่งหมกตัวคนเดียวที่ห้องสมุดโรงเรียนในช่วงพักเที่ยง ( แม้จะเงียบเหงา แต่ที่นั่นผมมี
หนังสือเป็นเพื่อน และทำให้ผมรักการอ่านหนังสือตลอดมา... )
วันเวลาผ่านไป...ผมก็ไม่มีทีท่าว่าจะทรุดโทรมลงแต่อย่างใด
(มีบ่อยครั้งที่พยายามพิสูจน์สุขภาพตนเองด้วยการ
แอบไปขี่จักรยาน วิ่งเล่น หรือแม้แต่ ว่ายน้ำ...ซึ่งก็ได้แต่ความสดชื่น
ไม่เคยเป็นลมล้มเดี้ยงเลยแม้สักครั้งเดียว ) แต่ความห่วงใยที่คุณแม่มีต่อผมนั้น ไม่เคยเปลี่ยน...
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่ออายุได้ 15 ผมเป็นวัยรุ่นที่คลั่งไคล้นวนิยายของคุณสุวรรณี สุคนธา
และที่ประทับใจเป็นพิเศษก็คือ “เขาชื่อกานต์” ที่อ่านแล้วอิน จนบางเวลานึกเคลิ้มว่าตนคือ
“หมอกานต์” ผู้แสนดี
ครั้นวันหนึ่งภาพยนตร์ “เขาชื่อกานต์”(กำกับโดย ท่านมุ้ย-ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล)
ระเห็จมาฉายที่เฉลิมเกียรติ-วงเวียนใหญ่ อันเป็นโรงหนังชั้น 2ใกล้บ้าน
ผมเลยเกิดอาการ “อยากดูจนแทบขาดใจ”
จึงได้ไปขออนุญาตคุณแม่
แถมด้วยการเล่าถึงความดีความงามของนิยายเรื่องนี้ และที่เด็ดสุดก็คือ...
ได้หอบแฟ้มรายงานภาษาไทยหัวข้อนิยายที่ฉันรัก เรื่อง...เขาชื่อกานต์ ให้คุณแม่ดู
เพื่อยืนยันความ “อยากดู”
คุณแม่ก็..โอเค. แล้วก็รับปากว่าจะพาไปดู( ปกติผมกับคุณแม่ชอบไปดูหนังจีนด้วยกันเป็นประจำ)
ในวันพรุ่งนี้(วันอาทิตย์) เพราะเย็นนี้จะได้โทรไปให้อาม่า(ยาย)มาช่วยเฝ้าน้องๆในวันพรุ่งนี้
( ช่วงนั้นคุณพ่อเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด)
ผมบอกแม่ว่า กลัวว่าพรุ่งนี้หนังจะถูกถอดน่ะสิ
เพราะโรงนี้เขามักมีหนังใหม่มาเข้าตั้งแต่เย็นวันเสาร์
ผมจึงขอนั่งรถเมล์ไปดูคนเดียวก็แล้วกัน แล้วก็อดพูดต่ออีกประโยดไม่ได้ว่า...
ผมอายุ 15 แล้วนะ...ปล่อยให้ผมนั่งรถเมล์คนเดียวบ้างเถอะ...
ซึ่งในที่สุดคุณแม่ก็ยอมให้ผมไปแต่โดยดี เพียงแต่มีข้อแม้นิดหน่อย
โดยขาไปให้นั่งรถตุ๊กไปพร้อมกับแม่และน้องๆ...( แม่อ้างว่า พอดีจะพาน้องๆทั้งสองคน
ไปซื้อกับข้าวที่ตลาดวงเวียนใหญ่)
เมื่อรถตุ๊กๆจอดที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงหนังเฉลิมเกียรติ คุณแม่ได้ให้เงินผมไว้ใช้จ่าย
พร้อมอธิบายบอกเบอร์รถเมล์ที่จะนั่งกลับบ้านได้ โดยสั่งไว้ว่าถ้าลืม หรือหลง ก็ให้จ้างรถตุ๊กๆกลับบ้าน
เล่ามาถึงตรงนี้...คุณๆอาจจะถึงกับมึน
ว่าเหตุใดคุณแม่จึงดูแลผมเหมือนดังเด็กน้อย
และดูจะห่วงใยผมอย่างเหลือเกิน
คำตอบที่จะทำให้คุณกระจ่างขึ้นกว่าเดิมก็น่าจะคือ
คำพูดของคุณพ่อ ที่เคยบอกผม หลังจากอาทิตย์แรกที่คุณแม่จากเราไป...
พ่อบอกผมว่า ... ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่หมอบอกว่าผมเป็นโรคหัวใจ
แม่ก็กลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายกับผมในขณะที่ท่านไม่อยู่ แล้วจะไม่มีใครมาช่วยผมทัน...
แม้เมื่อผมเติบใหญ่ และแพทย์ปัจจุบันยืนยันว่าผมแข็งแรงดี
ไม่ได้เป็นโรคหัวใจอย่างแน่นอน แต่ความห่วงใยที่มีต่อผมก็ยังไม่เคยเลือนหาย...
( แต่เด็กป่วยหนักคนนี้ เมื่อวันเวลาผ่านไปก็กลับสุขภาพดีขึ้นแข็งแรงขึ้น กระทั่งเข้าสู่วัย19
ถึงกับมีความคิดอยากจะไปเรียนศิลปะการป้องกันตัว
จึงลงทุนไปตรวจหัวใจที่โรงพยาบาลใหญ่อันทันสมัย มีเครื่องไม้เครื่องมือสุดไฮเทค...
ผลการตรวจอย่างละเอียด ปรากฏว่า...
ผมนั้นสุขภาพหัวใจอยู่ในขั้นดีเยี่ยม แข็งแรงฟิตเปรี้ยะทุกประการ!!!.... )
จริงๆแล้วไม่ใช่เฉพาะผมเท่านั้นหรอกครับที่คอยดูแลคุณแม่
หลายๆครั้งท่านก็ยังดูแลผม เหมือนเช่นที่ท่านเคยปฏิบัติมาตลอดเวลา 40 กว่าปี...
มีหลายครั้งที่ท่านพูดให้กำลังใจผม...มีหลายครั้งที่ท่านบอกให้ผมดูแลครอบครัวให้ดี...
มีหลายครั้งที่ท่านฝากให้ผมดูแลคุณพ่อด้วย... และมีหลายครั้ง
ที่ท่านค่อยๆลุกขึ้นจากเตียงคนไข้ เพื่อมาห่มผ้าห่มให้ผมที่หลับอยู่บนโซฟา
และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมจะไม่ลืมเลยจนชั่วชีวิต...
นั่นคือวันที่คุณแม่เกิดความรู้สึกท้อแท้ (อย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน!)
ท่านร้องไห้และพูดว่า ...
“ลูกๆทุกคนเป็นคนดี...ลูกๆทุกคนดีต่อมาม้าจริงๆ...ที่ผ่านมา...
ถ้ามาม้าทำให้ลูกโกรธ ทำให้ลูกเสียใจ... มาม้าต้องขอโทษด้วย ...”
ผมเล่ามาถึงตรงนี้ คุณๆคงเข้าใจว่า ผมคงปล่อยโฮ และหมดพลังที่จะดูแลแม่แน่ๆ
จริงอยู่...ยิ่งอายุเยอะ บ่อน้ำตาของผมมันก็ยิ่งตื้น แต่ในสภาวะขณะนั้น
ผมต้องท่องเอาไว้ในใจเสมอว่า...เรากำลังดูแลคุณแม่...ท่านกำลังป่วยมาก...
กำลังใจของท่านก็กำลังตก
ดังนั้นผมจะร้องไห้(ให้ท่านเห็น)ไม่ได้ ผมต้องแจ่มใสเข้าไว้...ต้องแจ่มใสเข้าไว้...
ผม(พยายาม)ยิ้ม แล้วโอบท่าน ผมกอดท่านแน่นแล้วพูดว่า
“มาม้าไม่เคยทำให้พวกเราเสียใจ แล้วลูกๆไม่มีใครโกรธมาม้าด้วย ...
มาม้าเสียสละเพื่อพวกเรามาตลอด มาม้าเลี้ยงพวกเราดีขนาดนี้ ใครโกรธก็บ๊องแล้วล่ะ...
มาม้ารักษาสุขภาพให้แข็งแรงเถอะนะ
พยายามกินผักสดผลไม้และกินวิตามินให้ครบตามที่คุณหมอสั่ง...อย่าดื้อ....!”
คือขณะนั้น นอกจากเราจะให้คุณแม่รักษากับคุณหมอที่โรงพยาบาลแล้ว
ก็ยังได้พาคุณแม่(จริงๆแล้วน่าจะเรียกว่าอุ้มมากกว่า
เพราะขณะนั้นอาการของท่านทรุดหนักแล้ว)
ไปพักฟื้นสุขภาพที่ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวีด้วยครับ
ก็ปรากฏว่าคุณแม่แจ่มใสขึ้น ทานอาหารพืชผักวิตามินได้มากขึ้น
( แม้ปกติท่านจะไม่ถูกกับผักสดผลไม้สักเท่าไหร่)
ทำให้พวกเราค่อยแช่มชื่นขึ้นบ้าง แม้จำใจต้องน้อมรับความจริงว่า
อาการป่วยของท่าน...ดำเนินมาถึงระยะสุดท้ายแล้ว..
ในภาวะวิกฤตสุดๆนั้นหากมองโลกในแง่ร้ายไปทั้งหมด
ก็คงต้องเอาแต่นั่งรันทดหดหู่
แต่หากพยายามมองให้ดีๆ ก็จะเห็นแง่มุมที่งดงาม... ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมเกิดความรู้สึก
กระฉับกระเฉงทุกครั้งที่ได้ดูแลคุณแม่ โดยไม่ได้ซีเรียสนักว่า วันสุดท้าย...จะมาถึงเมื่อไหร่...
นั่นก็คือความรู้สึกที่ว่า ....ชั่วชีวิตทั้งหมดของเรา นี่คือโอกาสเดียวเท่านั้น..
ที่เราจะได้ใกล้ชิดคุณแม่... ... ขอเพียงนั่งคุยเป็นเพื่อนท่านให้ท่านสบายใจ
คอยบีบนวดให้เพื่อคลายเครียดคลายเมื่อย
คอยเรียกคุณหมอเรียกคุณพยาบาลหากท่านเกิดอาการปวด
“จากสถิติ คนไข้โรคมะเร็ง 33 – 42 % มักมีอาการซึมเศร้า (Depression)
ความรักและความเข้าใจจึงเป็นสิ่งเยียวยาที่ล้ำค่า
ความรัก ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายโดยอัตโนมัติ
ช่วยลดระดับกรดแลคติกในเลือด ทำให้หายอ่อนเพลียเงื่องหงอย
และมีระดับเอนโดรฟีน(สารแห่งความสุขสบาย)ที่สูงขึ้น”
(จากงานวิจัยทางการแพทย์ ของมูลนิธิเมนนิงเกอร์ มหาวิทยาลัยแคนซัส)
ไม่เฉพาะเพียงผมหรอกครับที่ให้ความรักคุณแม่
พอตกบ่ายตกเย็น
ก็จะมีญาติสนิทมิตรสหายมาเยี่ยมเยียนกันอยู่เรื่อยๆ
(จนน้ำหนักของผมขึ้นหลายกิโล เพราะของกินในกระเช้าเยี่ยมไข้นั้น
เป็นลาภปากของผมเป็นส่วนใหญ่)
จนผมออกจะงงว่า ท่านเองเป็นแม่บ้านที่ดูแลครอบครัวมาโดยตลอด
ไม่เคยเป็นนักธุรกิจหรือนักการเมืองมากบารมีที่ไหนมาก่อนเลย
แล้วไฉนจึงมีผู้คนมาให้กำลังใจท่านไม่ได้ขาด
แต่ไม่นานผมก็เข้าใจแล้วว่า
สิ่งที่เป็นเสมือนแม่เหล็กดึงดูดให้ญาติมิตรทั้งใกล้และไกลมาเยี่ยมเยียนท่าน
อย่างไม่ยอมให้เหงา ก็คือความเป็นคนใจดีมีเมตตา
และความเป็นนักเลง(จริงใจ-ตรงไปตรงมา)ของท่าน!
แม้แต่คุณแม่เอง ยังเคยเปรยๆกับผมเมื่อเย็นวันหนึ่งว่า
“ไม่นึกเลยว่าจะมีคนมาเยี่ยมเยอะขนาดนี้..อย่างนี้ตายไปก็ไม่เสียดายเลย ”
แต่วันที่คุณแม่ดูแช่มชื่นและคุยจ้อเป็นพิเศษก็คือ
คืนวันศุกร์-และเสาร์ทั้งวัน เพราะคุณพ่อ และลูกๆหลานๆของท่านจะอยู่กันพร้อมหน้า
(อาทิตย์ไหนใครไม่มาท่านจะถามหา และโทรไปคุยด้วย)
แม้ในยามที่อาการคุณแม่ทรุดลง ผ่ายผอม อ่อนเพลียลง และพูดน้อยลง
( ช่วงนี้ทางโรงพยาบาลแนะนำให้พาคุณแม่มาพักผ่อนที่บ้าน)
ท่านก็ยังชอบนั่งดูหลานๆวิ่งเล่นกัน แม้จะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเสียงดังกันแค่ไหนท่านก็ไม่บ่น
และเนื่องจากพวกเราพี่ๆน้องๆอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน
พวกเราจึงมักจะผลัดกัน ไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อเสนอหน้าแทบไม่ให้โอกาสท่านได้เหงา
บรรยากาศในครอบครัวที่กลัวว่าจะเต็มไปด้วยความเศร้า จึงดูคึกคักและวุ่นวายพิลึก!
แล้ววันนั้น ...คุณแม่ก็จากเราไปจริงๆ... ท่านจากไปภายใต้อ้อมกอดของคุณพ่อ
อ้อย(น้องสะใภ้ที่เป็นนางพยาบาล)เล่าให้ฟังว่า ...ก่อนสิ้นลมท่านเรียกหาคุณพ่อ
คุณพ่อโอบท่านไว้ในอ้อมกอด แล้วคลอเพลงให้คุณแม่ฟัง...
ก่อนที่คุณแม่จะจากพวกเราไปอย่างสงบ... … …
จากวันนั้น ผมรู้ดีว่าคงต้องเผชิญกับความโศกเศร้าสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
( Mourning Process) จึงพยายามรู้ตัวและทำใจ
แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเพียงแค่คำพูดบางประโยค เช่น
- “ เข้าใจนะ..เพราะรู้ว่า ตั้วเฮียสนิทกับมาม้ามาก...”
-เพียงเห็นชุดเสื้อผ้าของแม่ที่ยังแขวนอยู่ในตู้
-ฝันถึงแม่บ่อยๆว่า แม่ยังไม่ตาย
-กระทั่งจู่ๆก็คิดขึ้นมาว่า “ เสียมาม้าไป...ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย ”
ทั้งหมดนี้ ล้วนทำให้น้ำตาลูกผู้ชายอย่างผม(ที่ไม่เคยร้องไห้ง่ายๆมาก่อนเลย)
ต้องพรั่งพรู...ทั้งยามอยู่คนเดียว และอยู่ต่อหน้าคนอื่นอย่างไม่อายใคร
ในสภาพจิตที่ย่ำแย่ เมื่อมองไปเห็นตาแป๋วแหววของลูกๆ ก็บอกตัวเองว่า
คุณแม่คงเสียใจหากเรามัวแต่ฟูมฟายอาลัยอาวรณ์อยู่อย่างนี้
โดยไม่เอาใจใส่หลานๆของท่านให้ดีๆ คิดได้เท่านั้น
จึงพยายามตั้งสติ ประคับประคองให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ให้ได้
*** จึงได้ตั้งต้นทบทวนและศึกษา
จนพอจะแยกแยะเป็นหัวข้อความรู้เพื่อการดูแลจิตใจตนเอง
และได้เอื้อเฟื้อแบ่งปันแก่ใครก็ตามที่ประสบกับความทุกข์ตรมเช่นเดียวกัน
เพื่อชีวิตจะได้มีกำลังใจ และสดชื่นแข็งแรงขึ้น
1…ปลดปล่อยความเศร้าออกจากหัวใจ
ขนาดว่าสูญเสียผู้อันเป็นที่รักยิ่งกว่าดวงใจ
แต่บางคนยังอุตส่าห์กล้ำกลืนความปวดร้าวไว้ในอก
เขาคือผู้อัดความขมขื่นอยู่ในใจจนวันสิ้นลม
อาจเพราะเห็นเป็นความอับอาย ที่จะระบายความเศร้าโศก
หรือเข้าใจผิดๆคิดว่าเป็นความทรหด
แต่รู้หรือไม่ว่า นั่นจะส่งผลร้ายให้เขาทรุดโทรมลงทั้งร่างกายและจิตใจ
ฉะนั้น ...หากรู้สึกอยากร้องไห้ ก็ร้องไห้ออกมาเลย... ร้องไห้กันเถิดประเสริฐเอย ...
2… อย่ามัวแต่หมกมุ่น
จมอยู่แต่ในห้วงทุกข์ ความรันทดหดหู่ และท้อแท้ย่อมเกิดขึ้นได้ภายหลังการสูญเสีย
แต่จะมีประโยชน์ใดเล่า ที่จะเอาแต่เลื่อนลอยไร้ค่าอยู่เป็นเดือนๆเป็นปีๆ
ในขณะที่ญาติมิตรพลอยทุกข์ไปด้วย ที่เห็นคุณเอาแต่ห่อเหี่ยว ซึมเศร้า หรือซังกะตายไปวันๆ
ทั้งๆที่ไม่ได้ทำให้สิ่งที่สูญเสียกลับคืนมาได้
3… ปรับทุกข์หรือระบายความเศร้าโศกกับคนเข้าใจใกล้ชิด
ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน โลกคงไม่โหดร้ายจนหาใครเห็นใจไม่ได้
ลองเหลียวไปรอบตัวสิครับ
เราจะพบผู้คนไม่น้อยเลยที่จริงใจต้องการปลอบโยนให้กำลังใจ ต้องการข่วยให้เราคลายทุกข์
หวังเพียงว่า คุณจะไม่ฟูมฟายซ้ำๆซากๆไม่หยุดหย่อน
จนคนที่หวังดีเกิดอิดหนาระอาใจ
แล้วก็อย่าลืมคิดถึงผู้เชี่ยวชาญ (จิตแพทย์,นักจิตวิทยา)
ที่พร้อมจะเยียวยาความบอบช้ำทางจิตของเรา เพื่อผ่อนคลายความทุกข์โศก และเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น
4…แสงสว่างแห่งธรรมะ คำสอนและหลักปฏิบัติของทุกศาสนา
เป็นสิ่งจรรโลงจิตใจที่ล้ำค่ายิ่ง เกิดมาชาตินี้เป็นบุญนักแล้วที่ได้พบพระธรรม
ยังไม่สายเกินไปหรอกที่จะตั้งใจศึกษา และปฏิบัติตามคำสอน
กระทั่งได้มรรคได้ผล นั่นหมายถึง ชีวิตที่สะอาด – สว่าง –และ สงบ
5… ออกกำลังกาย เพื่อต้านเศร้า
ยามที่คนเราเครียด ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีน (สารแห่งทุกข์)
โทษสมบัติของมันคือ แทรกซึมเข้าสู่การทำงานของอวัยวะสำคัญๆจนรวนเร
คุณจะเหนื่อยง่าย ใจสั่น มึนงง เจ็บหน้าอก นอนไม่ค่อยหลับ ท้องผูก ท้องเสีย
และ สมรรถภาพทางเพศบกพร่อง
ในขณะที่การออกกำลังกายที่เพียงพอและเหมาะสม
จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟีน(สารแห่งความสุข)
อันมีคุณสมบัติแห่งการต้านและทำลายสารแห่งความทุกข์ให้สิ้นซาก
แล้วยังช่วยปรับร่างกายทุกระบบให้สดใสและฟิตเปรี๊ยะ
ฉะนั้น ง่ายๆ...มาออกกำลังกายกันเถอะ !
6… อย่าเอาแต่โกรธโทษตัวเองอยู่เลยครับ
การเอาแต่วนเวียนอยู่กับคำว่า...ทำไม?..ทำไม?..และ ทำไม?...
นับเป็นคำถามที่มักเกิดขึ้นภายหลังการสูญเสีย
เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว คุณจะได้ไม่ทุกข์จนเกินไป เพราะเรื่องจริงก็คือ
คุณได้ทำดีที่สุดแล้ว จงอภัยตนเอง
แล้วคุณจะเข้าใจชีวิตมากขึ้น อย่า กลุ้มใจ ไปเลยนะครับ
วันเวลาจะช่วยเยียวยาจิตใจของคุณให้ผ่อนคลายลง และเข้มแข็งขึ้น
7…เปิดใจ เอื้อมมือ และโอบไหล่ผู้ที่กำลังทุกข์ระทม
โลกของเราใบนี้มีผู้คนมากมายที่ประสบทุกข์เช่นเดียว
หรือมากยิ่งกว่าคุณ หาโอกาสไปคุยกับพวกเขาซิครับ
เปิดใจให้กัน ปรับทุกข์กัน แล้วคุณจะรู้ว่า
โลกนี่ยังมีความหวัง และ สวยงามยิ่งนัก
8…ไดอารี่ที่รัก
การบันทึกความรู้สึกขมขื่นลงไปในสมุดบันทึกส่วนตัวก็ควรทำ
แต่อย่าลืมพลิกด้านหลังของไดอารี่ด้วยนะครับ
เพื่อจดบันทึกความรู้สึกและการปรับตัวปรับใจที่ดียิ่งขึ้น..ยิ่งขึ้น ทุกวัน ทุกวัน
แม้การพลัดพรากจากสิ่งที่รักจะเป็นทุกข์
แต่ทุกข์นั้นย่อมเกิดขึ้น-ตั้งอยู่ และดับไป แม้จะเศร้าโศกเพราะการสูญเสีย
แต่เมื่อเวลาล่วงไป ก็อาจทำให้เราเข้าถึงสัจจธรรมแห่งชีวิต
เราจะสุขุมและเข้มแข็งขึ้นเมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่เหลือไว้ในความทรงจำก็คือ...
ความรักอันแสนประเสริฐที่คุณแม่มีให้แก่เรา ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ... ... ...
*************************************************************************
edit @ 13 Jun 2008 16:55:17 by เปรมปพัทธ

คนที่อยู่ต้องการแรงใจเพื่อต่อสู้ต่อไปในทุกวัน เราเข้ามาใน exteen เพื่อเติมไฟและกำลังใจให้ตัวเงและเพื่อนๆคนอื่นได้เยอะเลยล่ะค่ะ มาเติมกำลังใจด้วยกันนะคะ
ดีนะเนี่ยอยู่ห้องส่วนตัวไม่งั้นคนอื่นจะแตกตื่นว่าอยู่ๆน้ำตาไหลทำไม
อ่านแล้วเศร้า ซึ้งใจและอดคิดถึงความรักของพ่อกับแม่ที่บ้านไม่ได้..
ต่อไปเราจะดูแลพวกเขาให้ดีมากกว่านี้ค่ะ ขอบคุณสำหรับเอนทรี่นี้
และขอเป็นกำลังใจให้เจ้าของบล๊อกผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ด้วยดี
#1 By nuinthelewen on 2008-06-13 19:38