Rocky Balboa ไม่มีหมัดไหนหนักเท่า “ชีวิต”...
บทความโดย...เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์(แห่งไบโอสโคป)
       

ย้อนวันเวลาไปสัก 30 ปี...ร็อคกี้ บัลบัว
นักมวยไร้อันดับผู้อาศัยอยู่ในย่าน
ซอมซ่อแห่งหนึ่งในเมืองฟิลาเดลเฟีย 
ที่คงไม่มีใครคาดฝันหรอกว่าบรุษทึ่มทื่อเช่นเขา
จะได้รับเลือกให้ชกโชว์กับแชมป์โลกเฮพวี่เวท
หนำซ้ำนักมวยเหยาะแหยะอย่างเขา
ก็กลับเดินหน้าลุย ซดหมัดกับแชมป์โลกอย่างไม่คิดชีวิต
กระทั่งยืนหยัดจนครบ12ยก  แม้จะยับเยินปางตาย
แต่ก็ได้ฝากความบอบช้ำให้แก่แชมป์โลกผิวหมึก
อย่างที่ไม่เคยเจ็บเช่นนี้มาเลยในชีวิต ในขณะที่ชื่อร็อคกี้
ก็กลายเป็นทั้งตำนาน และแรงบันดาลใจระดับสากลตราบจนทุกวันนี้

บัดนี้ปี 2007... ร็อคกี้อยู่ในวัย 50 เป็นเจ้าของภัตตาคารเล็กๆ(เอเดรียน เรสทัวร์รอง)
ที่ย่านบ้านเกิด(ฟิลาเดลเฟีย)  เสน่ห์ของร้านนี้ก็คือ บรรยากาศที่แสนจะเป็นมิตร
แถมเจ้าของร้าน(เจ้าของตำนาน-ตัวจริงเสียงจริง)ยังลงทุนต้อนรับลูกค้าด้วยความเร้าใจ
โดยการเล่าขานประสบการณ์โชกเลือดบนสังเวียนมวยให้ลูกค้าฟัง
เป็นการเรียกน้ำย่อยระหว่างรอเสริฟอาหาร

“  ...เราแลกหมัดกันอย่างดุเดือด   แล้วผมก็ตรงรี่เข้าไปหาเขาราวกับสัตว์ป่า 
แล้วก็ปล่อยหมัดเด็ดทุกอย่างที่มี  โดยเฉพาะฮุกซ้าย  ผมฮุกๆๆๆๆ...  ”

ชีวิตที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังไปทั่วโลกตั้งแต่วัยหนุ่ม
แม้จะต้องคลุกอยู่กับกลิ่นคาวเลือดและสาบนวมบนผืนผ้าใบตลอด10-20ปี
แต่นั่นก็นำมาซึ่งการเป็นที่รักที่ชื่นชมจากผู้คนในสังคม และความภาคภูมิใจในตนเอง
ร็อคกี้จึงผ่านช่วงชีวิตวัยหนุ่มน้อยสู่วัยหนุ่มใหญ่ มาได้อย่างงดงามอิ่มเอมใจ
 ซึ่งนั่นทำให้เขาถึงพร้อมทั้งความสุขุมลุ่มลึก
และมีใจเมตตาเอื้ออาทร แก่เพื่อนเก่า-เพื่อนร่วมงาน-และเพื่อนร่วมชุมชน

เป็นดังที่ปรมาจารย์ด้านจิตวิเคราะห์ Erik H. Erikson กล่าวไว้
ในทฤษฏีพัฒนาการทางสังคม(  psychosocial development) 
ว่าด้วยพัฒนาการในวัยกลางคน (40-55 ปี)
คือ...เอื้ออาทรผู้อื่น-อิ่มใจในตน หรือ เฉื่อยชา-เห็นแก่ตัว  (generativity or self absorption)
 สู่ วัยสูงอายุ( 60ปีขึ้นไป) คือ...มั่นคงทางใจ หรือ ท้อถอย-ขมขื่น(integrity or despair)
ซึ่งร็อคกี้ของเราคงจะก้าวจากวัยทอง สู่ วัยไม้ใกล้ฝั่งด้วยความเปี่ยมสุขเป็นแน่

...หากไม่เกิดสะดุดกับเหตุสะเทือนใจอย่างหนัก
จนกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางอารมณ์( Emotional crisis) 
เพราะเหตุสะเทือนใจอย่างหนักนั้นก็คือ...
เอเดรียนภรรยาสุดที่รักของเขา...ต้องตายจากไปด้วยโรคมะเร็ง...
เธอจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ในขณะที่เขา(และชายวัย 50ขึ้นไป-โดยส่วนใหญ่)
ต้องการความรักความเข้าใจ และความเอาใจใส่จากภรรยาอย่างล้นเหลือ
เธอจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ในวันที่เขาตระหนักแล้วว่า
คนคนเดียวในโลกที่ไว้วางใจได้ที่สุด และรักเขาที่สุด
ก็คือ ภรรยา ผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันอย่างเนิ่นนาน .....


 
ผู้ชายเมื่อย่างสู่วัยชรา หากกล้าพอ เขาก็จะยอมรับว่า ...
เขาอยากให้เมียเป็นที่พึ่งทางใจ และให้รักเขาอย่างที่สุด
ดังนั้น คงไม่มีผู้ชายคนไหนที่จะน่าสงสารเท่า 
ผู้ชายที่ต้องตกพุ่มม่ายในวัยใกล้เกษียณ  หรือวัยเกษียณ

สิ่งที่ยังพอจะเยียวยาจิตใจได้บ้างก็คือ
การเฝ้ารำลึกถึงวันชื่นคืนสุขที่มิอาจหวนคืนได้อีกแล้ว

“ฉันยังจำได้...เอเดรียนยืนอยู่ตรงนี้ ตรงหน้าประตู 
รอยยิ้มน้อยๆของเธอทำให้ฉันทั้งเขินทั้งตื่นเต้น      
ตอนนั้นฉันอยากให้เธอไว้ใจฉัน    ซึ่งเธอก็ไว้ใจ  ...เธอไว้ใจ...  ”

“ตรงโน้นไง...(ลานสเก๊ตที่บัดนี้โดนรื้อจนเหลือแต่ซาก)
ตรงที่เธอเสียหลักล้ม แต่ฉันรีบเอื้อมมือคว้าเธอไว้ทัน 
...ในขณะที่เราสัมผัสกัน ฉันรับรู้ได้ถึงกระแสดึงดูดระหว่างเรา...”

ร็อคกี้รำพันถึงอดีตรัก จนพอลลี่(พี่ชายตัวแสบของเอเดรียน)ต้องรีบเบรก

“  ปีที่แล้วนายพูดไปแล้วนี่หว่า !?”
และ     “  เฮ้อ... นายกำลังใช้ชีวิตถอยหลังว่ะ ร็อคโก้”
 
ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นไปอย่างที่พอลลี่ว่า 
เหตุก็เพราะเขากำลังเสียสมดุลทางอารมณ์     
กลไกทางจิต(defense mechanism) ประเภทถอยกลับ( Regression)
ซึ่งถูกดึงมาใช้อย่างไม่รู้ตัว แม้จะช่วยบรรเทาความเปลี่ยวเหงาจากการสูญเสียเมียรัก
แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ หากปรับใจจนผ่านพ้นวิกฤตทางอารมณ์ในครั้งนี้ได้
เขาก็จะก้าวเข้าสู่ชีวิตวัยชราอย่างปลอดโปร่งและมั่นคง 

...แต่หากมันเป็นไปในทางตรงกันข้าม
นั่นอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความแปรปรวนทางจิตใจ
 กระทั่งป่วยด้วยโรคประสาทซึมเศร้า(depression)
หรืออย่างน้อยก็อาจกลายเป็นคนที่เอาแต่หมกมุ่นกับตนเอง
จมปลักอยู่แต่กับอดีตอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
และย่างสู่ชีวิตวัยชราด้วยความระทมขมขื่น

พอลลี่พูดกับร็อคกี้ เหมือนจะให้เขาได้ถามใจตนเองว่า
...อะไรคือเหตุจูงใจที่แท้จริง ที่ทำให้เขาต้องแบกสังขารคืนสู่สังเวียนเมื่อสูงอายุ ?...

พอลลี่   “ปัญหาของนายคืออะไรกันแน่?  นายยังไม่สู่จุดสูงสุดรึไง?? ”
ร็อคกี้    “  ปล่าวหรอก … มันยังมีอะไรบางอย่างอยู่ในก้นบึ้งน่ะ!”

พอลลี่   “มันอะไรน่ะ?  มันเป็นความโกรธใช่ไม๊!??  นายโกรธอะไร ?
 โกรธเอเดรียน ที่ทิ้งนายไปใช่ไม๊?? ”
ร็อคกี้   “  บ้าน่า..พอลลี่    เธอไม่ได้ทิ้ง   ...เธอตาย...   ”

และแล้ว
ร็อคกี้ก็รู้สึกได้เลยว่า มีก้อนสะอื้นขึ้นมาจุกที่คอหอย 
พอลลี่เพื่อนรักช่วยกระทุ้ง สิ่งที่อัดอั้นอยู่ในหัวอกนับแต่สูญเสียภรรยา

“  พอลลี่ ... นายรู้ไม๊ ...บางครั้งฉันเหมือนหายใจไม่ออก  
มันเหมือนมีสัตว์ร้ายอยู่ในตัว ... ฉันไม่รู้ว่าทำไมมันเป็นไปถึงขนาดนี้
... ฉันไม่อยากเป็นอย่างนี้เลย .....”

ไม่มีคำตอบจากพอลลี่เพื่อนรัก นอกจากความเห็นใจอย่างลึกซึ้ง
และปล่อยให้ร็อคกี้สะอื้นไห้ และหลั่งน้ำตาแห่งความอัดอั้นที่เก็บกักมาช้านาน

“ ความโกรธ”ที่คนรักตายจากไป...แม้จะดูไร้เหตุผล
แต่มันก็คือปรากฏการณ์ทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้สูญเสียเสมอ 

“ เราเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เราจะดูแลกันในยามแก่เฒ่า
แต่ทำไมเธอต้องตายจากฉันไป  ทำไมเธอทำลายความฝันของเรา
 ...เธอทำกับฉันอย่างนี้ได้อย่างไร ?  ” 

“  โลกนี้ไม่ยุติธรรม  ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับเราด้วย?  ”

ความโกรธ- ความน้อยใจของผู้สูญเสียนั้น
หากได้ระบายออกตั้งแต่แรก ก็จะไม่เก็บสั่งสมจนเรื้อรัง
และเพิ่มความสับสน ที่โดยมากหลังจากสูญเสียก็มักจะรู้สึกผิด
และโทษตนเองอย่างไม่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว


 
เพื่อที่เขาจะทำใจได้เร็วขึ้น และพบหนทางแห่งการดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีคุณภาพ  
เพื่อย้อนตำนานให้เป็นอนุสรณ์แก่คนรุ่นหลัง ให้ได้เห็นกันอย่างจริงจัง
ไม่ใช่แค่จากลมปาก ดังเช่นที่เขาเล่าสนองลูกค้าอยู่เป็นประจำ
  ...เพื่อลบล้างความกลัวว่าจะถูกทิ้ง ถูกลืม
และ...เพื่อกำจัดสัตว์ร้ายแห่งความโกรธที่ซ่อนอยู่ในตน-ให้สิ้นซาก

ตำนานยอดนักสู้อย่างร็อคกี้ บัลบัว จึงขอคืนสู่สังเวียนเลือดอีกครั้ง...ในวัย 50
ทั้งๆที่ต้องปะทะกับหนุ่มแน่นวัย 32  แชมป์โลกเฮพวี่เวทคนปัจจุบัน 
ทั้งร็อคกี้ม้าป่า(ชรา)ก็มิได้มองว่า นี้แค่การชกโชว์ 
แต่มันเป็นเวทีสำคัญยิ่ง ที่ต้องแลกกันด้วยเลือดและชีวิต...

“โลกนี้มันไม่ใช่แค่แสงแดด และ สายรุ้ง แต่มันมีทั้งความโหดร้าย และหยาบคาย  
ไม่มีหมัดใดชกหนักเท่าชีวิตอีกแล้ว ”

“มันไม่ใช่อยู่ที่หมัดของแกจะหนักแค่ไหน  แต่มันอยู่ที่  แกจะรับหมัดได้อึดสักแค่ไหน ?”

ร็อคกี้สอนโรเบิร์ตลูกชายวัยหนุ่ม ที่กำลังสับสน
เพราะกังวลที่พ่อจะถ่อกายขึ้นชกในยามแก่
ซึ่งเขาก็คงจะหายขุ่นใจ เมื่อพ่อพูดจบ 
แต่โรเบิร์ตคงจะเข้าใจพ่อและเข้าใจชีวิตมากขึ้น
หากเขาได้ฟังทุกถ้อยคำที่พ่อตอบโต้กับคณะกรรมาการการกีฬาแห่งฟิลาเดลเฟีย
ที่ไม่ยินยอมให้ชายวัย 50 อย่างเขาขึ้นชก ทั้งที่ผลการตรวจสุขภาพเป็นที่สมบูรณ์แข็งแรงยิ่ง

“   พวกคุณไม่มีสิทธิมาปิดกั้นในสิ่งที่ผมอยากทำ หรืออยากเป็น
 ยิ่งแก่เท่าไหรผมก็อยากฝากอะไรไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง ...นี่แหละคือชีวิต
สิ่งเดียวที่ผมอยากให้พวกคุณทิ้งไว้บนโต๊ะก็คือ ความถูกต้องเป็นธรรม ...”

Abraham Maslow นักจิตวิทยาแนวมนุษยนิยม กล่าวไว้ว่า
“  แรงจูงใจ( Being motives)ขั้นสูงสุดของมนุษย์ก็คือ 

ความปรารถนาจะตระหนักรู้ในคุณค่าแห่งตน
เพื่อ  ...  ความเป็นคนเต็มคนโดยสมบูรณ์ ( Self actualized )

Rocky Balboa - Official Trailer

edit @ 10 May 2008 11:31:05 by เปรมปพัทธ

Comment

Comment:

Tweet

#9 By (202.143.149.51) on 2010-07-05 10:43

ท่านใดทราบบ้างครับว่า ทำไมภาคนี้ เอเดรียน บัลโบ ซึ่งรับบทโดย Talia shire ถึงไม่ได้กลับมาแสดงครับ ซึ่งจริงๆแล้ว บทของ เอเดรียน สำหรับผมถือว่า สำคัญพอๆกันกับ
ตัว rocky เลย

#8 By italian stallian (58.11.35.203) on 2010-02-11 18:01

open-mounthed smile open-mounthed smile

#7 By mp3 (117.47.182.20) on 2009-07-04 20:52

ตอนที่ผมดูร็อคกี้ภาคที่แล้ว
ผมคิดว่าคนทำตั้งใจที่จะจบตำนานร็อคกี้ไปแล้ว
ด้วยการให้ร็อคกี้กลับไปต่อยข้างถนน
คล้ายกับการใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนตอนเริ่มต้น
ผมสงสัยว่าเฮียสไลจะเอาอะไรมาเล่า

ยอมรับว่าทำได้ดีกว่าที่คิด (เช่นเดียวกับ Rambo)
มันไม่ได้เป็นแค่การกลับไปอยู่ข้างถนนอย่างภาคที่แล้ว
แต่มันกลับไปสู่จิตวิญญาณของร็อคกี้เหมือนตอนเริ่มต้น

และผมก็ชอบฉากที่ร็อคกี้สอนลูกชายเหมือนกัน
มันกินใจดี แบบเถื่อน ๆ หน่อย
เรียกน้ำตาซึมได้เลย

#6 By (125.24.17.89) on 2008-07-19 19:52

ยินดีที่รู้จักครับ ขอบคุณมากๆนะครับสำหรับกำลังใจ
นอกจากที่นี่ ก็พบข้อเขียนของผมได้ที่นิตยสารไบโอสโคป หรือ ที่
www.csip.org
www.thaisafeplay.com
http://adisak.blog.mthai.com

#5 By ประจวบ (124.121.64.122) on 2008-05-20 11:12

blog นี้ดีจัง ขอเป็นแฟนติดตามด้วยคนนะครับ อิอิ

#4 By gelgloog (125.24.224.16) on 2008-05-19 15:38

เป็นหนังของสตอลโลนที่ผมชอบที่สุด...
ให้ทั้งกำลังใจ ให้ทั้งความเข้าใจชีวิต
หยิบมาเปิดดูทีไร ก็รู้สึกซึ้งและดีทุกครั้งครับ...

#3 By เปรมปพัทธ (124.121.215.173) on 2008-05-14 11:04

ไม่มีหมัดใดชกหนักเท่าชีวิตอีกแล้ว

พูดได้ดีจริง ๆ

#2 By rokjitjung on 2008-05-11 11:08

ชอบคำพูดที่ร็อกกี้สอนลูกมากเลยครับ
ดูแล้วชอบมากถึงจะไม่ได้ดูภาคเก่าๆก็ตาม
คำสอนมันจริงเหลือเกิน

#1 By on 2008-05-10 13:10