มือปืน( พ.ศ. 2526 )กับความขัดใจบางส่วนของภาพยนต์
posted on 30 Apr 2008 17:29 by prempapatblongโดยเปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
มือปืน
ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ...กำกับ
มือปืน คือหนึ่งในคอลเลคชั่นผลงานของท่านมุ้ย(ม.จ.ชาตีเฉลิม ยุคล)
ที่ผมสะสมไว้ด้วยความชื่นใจ และมักจะนำมาเปิดชมในยามว่าง
เพราะนี่คือหนังในดวงใจอีกเรื่องหนึ่งของผมก็ว่าได้
( แม้จะมีที่ขัดใจในบางประเด็นก็ตาม...เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับ !)
เมื่อพูดถึงภาพยนตร์อมตะเรื่องนี้
เชื่อว่าความประทับใจของคุณๆก็คงจะตรงกันกับผม คือ...
การแสดงของสรพงษ์ ชาตรี ในบทของมือปืนขาพิการ(จ่าสมหมาย)
และ รณ ฤทธิชัย ในบทของไอ้มือดำ(สารวัตรธนู)
ที่ช่างจับตาจับใจในทุกฉากทุกตอน ไม่ว่าจะดูซ้ำอีกกี่สิบกี่ร้อยรอบ
การแสดงระดับเซียนเหยียบเมฆของทั้งคู่ ทำให้สองตัวละครสำคัญนี้ มีมิติที่ซับซ้อน
ชวนติดตามทุกวินาที โดยเฉพาะสรพงษ์ ชาตรี ที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความขมขื่น
และปมขัดแย้งที่เก็บงำอยู่ภายใน ของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักฆ่ารับจ้าง
ซึ่งนั่นรวมทั้งดนตรีประกอบที่เร้าความรู้สึก
เปลี่ยวเหงา แปลกแยก และสิ้นหวัง
* โดยส่วนตัว ผมชอบฉาก จ่าสมหมายเงยหน้า(อย่างท้อใจ) มองเอเย่นต์(ผู้รับออเดอร์ฆ่าคน)
ที่ยืนรอบนโบสถ์
นอกจากการแสดงแล้ว ก็น่าจะอยู่ที่บทสนทนาอันคมคาย
การเดินเรื่องที่กระชับชวนติดตาม นั่นจึงทำให้มือปืนได้รับรางวัล…
5 รางวัลตุ๊กตาทอง ( ดารานำชาย –บทภาพยนตร์ –ลำดับภาพ –ดนตรีประกอบ –บันทึกเสียง )
และ 4 รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ ( ดารานำชาย –บทภาพยนตร์ –ลำดับภาพ และ บันทึกเสียง )
เอาล่ะเรามาคุยกันถึงเนื้อหากันดีกว่า... เมื่อหนังเดินมาถึงครึ่งเรื่อง
เราก็ได้เข้าใจว่า แท้แล้วไอ้มือดำ( สารวัตรธนู) และจ่าสมหมาย ต่างก็เป็นทหารรับจ้าง
และเป็นเพื่อนร่วมรบในสมรภูมิประเทศลาว
( ปีพ.ศ.2512 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ลาวได้ประกาศเขตปลดปล่อยในลาวรวม12 เขต
สหรัฐอเมริกาซึ่งขณะนั้นกำลังหนุนรัฐบาลฝ่ายขวาของนายพลภูมี หน่อสววรค์
จึงได้ประกาศรับอาสาสมัครเพื่อร่วมรบในลาว ต่อมามีทหารไทยไปรับจ้างรบถึง 2 หมื่นคน
ได้จัดตั้งเป็นกองทัพเสือพรานไทย โดยได้งบจากสหรัฐราว 26 ล้านดอลล่าร์
เดือนมกราคม 2513 กองกำลังเวียดมินห์ ผนวกกับกองทัพประชาชนลาว ทำการรุกไล่
และโจมดีกองทัพรัฐบาลลาว และกองทหารเสือพรานไทย ที่ตั้งมั่นอยู่ ณ ทุ่งไหหินอย่างหนักหน่วง
จนตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำและแตกพ่ายหลังจาก 3 เดือนผ่านไป
27 มกราคม 2516 พรรคประชาชนปฏิวัติลาว และกองกำลังเวียดมินห์ปิดล้อมเวียงจันท์
และหลวงพระบาง ในขณะที่ทหารเสือพรานไทยต่างทยอยเดินทางกลับประเทศอย่างเร่งด่วน
และต่อมาไม่นานก็ถอนทัพกลับทั้งหมด หลังจากสหรัฐถอนการให้ความช่วยเหลือ 100 % )
เมื่อสถานการณ์ต่อสู้เข้าขั้นแตกหัก โดยฝ่ายทหารไทยกำลังจะพ่ายแพ้
หมวดธนู(ยศในขณะนั้น)จึงถึงกับเกิดอาการสติแตก(shell shock หรือ combat neurosis)
คือ ตื่นกลัวอย่างรุนแรง จนควบคุมตนเองไม่ได้
แต่ยังโชคดีที่มีจ่าสมหมายอยู่เคียงข้างคอยปกป้อง และพาวิ่งหลบกระสุน
จนถึงใกล้ประตูเฮลิคอปเตอร์ที่เพิ่งบินมารับ ในที่สุดหมวดธนูและทหารที่เหลือก็รอดพ้นไปได้
ในขณะที่ …จ่าสมหมายขึ้นคอปเตอร์ไม่ทัน เพราะเขาโดนระเบิดกระทั่งขาขวาขาดกระจุย!
เสี้ยววินาทีหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น แทนที่หมวดธนูจะออกคำสั่งชะลอเครื่องบิน
เพื่อรับจ่าสมหมาย แต่เขากลับทำเฉย...ด้วยกลัวแต่ว่า
ขืนชักช้าคนบนเครื่องบิน (โดยเฉพาะตัวเขาเอง) ก็อาจหนีไม่ทัน และโดนระเบิดตาย ...
จึงปล่อยให้จ่าสมหมาย(เพื่อนร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ และ ช่วยชีวิตเขามาหมาดๆ) ต้องนอนขาขาด
และเผชิญชะตากรรมอยู่เพียงคนเดียว แล้วในที่สุดเขาต้องโดนทหารลาวจับเป็นเชลย(และถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา)
จากนั้น หลังพ้นสมรภูมินรก หมวดธนูก็ย้ายไปเป็นตำรวจ โดยได้รับตำแหน่ง
และเลื่อนยศเป็นสารวัตรแห่งกองปราบปราม รับหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยปราบปรามมือปืนรับจ้าง
ที่ถนัดจับตายมากว่าจับเป็น โดยทุกครั้งก่อนจะส่งเหยื่อลงนรก สารวัตรธนูจะต้องสวมถุงมือหนังสีดำ
นัยว่าเพื่อป้องกันไม่ให้มือเปื้อนเขม่า
“พี่ไม่ชอบให้เขม่าดินปืนเปื้อนมือ พี่ชอบเป็นตำรวจมือสะอาดน่ะ”
และนั่นจึงเป็นที่มาของสมญานามไอ้มือดำ ที่เด็กเล็กกำลังงอแง
ล้วนหุบปากเงียบกริบทันทีเมื่อได้ยินชื่อนี้
เสียงสรรเสริญที่ดังกระหึ่มไปทั้งเมือง
ก็ยังมีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งที่คอยกระแหนะกระแหน ว่า
ไอ้มือดำมันเก่งไม่จริง ชอบยิงทีเผลอ หรือทำคนไม่มีทางสู้ !
“ เชอะ..ไอ้มือดำมันก็ดีแต่เปลือก ที่แท้ก็คนตาขาว ลวงโลก เอาผลงานลูกน้องไปเป็นของตัวเอง...”
ทั้งหล่อนยังเอาความลับของเขามาคอยตอกย้ำทิ่มตำเขาอยู่เสมอ
ว่าเป็นคนขี้ขลาด เห็นแก่ตัว เคยหนีเอาชีวิตรอด ทิ้งให้ลูกน้องต้องตกเป็นเชลย
หญิงปากสว่างที่ว่านี้ก็คือ ภรรยาขี้เหล้าของสารวัตรธนูนั่นเอง
ซึ่งตรงนี้เองที่ผมได้เก็บความสับสนมึนงงมาเป็นเวลานานแล้วว่า…
.* *. จริงอยู่ ดูหล่อนจะมีพฤติกรรมผิดวิสัยของการเป็นเมียที่ดี
ตามมาตรฐานของสตรีไทยโดยทั่วไป แต่หนังก็ไม่ได้สื่ออะไรที่สมเหตุสมผล
และที่เห็นได้ว่า ...เหตุใดหล่อนจึงจงเกลียดจงชังสามีได้ถึงขนาดนี้
ขนาดด่าว่าซ้ำเติมที่บ้านยังไม่หนำใจ
ยังเที่ยวเอาปมด้อยของผัวไปประจานให้ลูกน้องและนักข่าวฟังอย่างคล่องปาก…
ดูช่างขาดเมตตาและไร้เหตุผลรองรับใดๆแท้ๆ!
เหตุการณ์สติแตก และการหนีเอาตัวรอดในครั้งนั้น
เป็นสิ่งที่ฝังใจ น่าอับอาย และรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจของสารวัตรธนูตลอดเวลา
เขาจึงพยายามลบล้างปมด้อยนี้ด้วยการเบี่ยงเบนไปสู่อีกด้าน-อย่างสุดขั้ว (Over-reaction Formation)
โดยการสร้างภาพให้เห็นกันว่าตนเป็น
มือปราบพระกาฬ-กล้าหาญ-เหี้ยมเกรียม และบ้าระห่ำ
ทั้งนี้ก็เพื่อปกปิดความอ่อนแอขลาดเขลา อันเป็นจุดอ่อนที่ตนหวาดระแวงอยู่เสมอว่าผู้อื่นจะล่วงรู้
ทั้งยังกลายเป็นปมปลอมหลอกตนเองไปวันๆอย่างไม่รู้ตัว
ในขณะที่สารวัตรธนูกำลังโด่งดังถึงขีดสุด
จ่าสมหมายกลับต้องใช้ชีวิตอย่างปกปิดซ่อนเร้น
เขายึดอาชีพเป็นช่างตัดผมในร้านเล็กๆ เป็นอาชีพหลัก
โดยมีอาชีพเสริมที่รายได้งามกว่าอาชีพหลักอย่างเทียบไม่ติด นั่นคือ...
เป็นมือปืนรับจ้างยิงคน!
การเป็นช่างตัดผมของจ่าสมหมาย
อาจไม่ใช่เพียงเพื่อยึดเป็นงานบังหน้า
แต่เป็นความต้องการให้ตนและลูกชายได้เป็นที่ยอมรับของสังคม
อันเป็นธรรมชาติแห่งแรงจูงใจลำดับที่ 4 ( ทฤษฎีแรงจูงใจ ของ Abraham maslow 1908-1970)
“คนขาเดียวอย่างพี่จะไปทำอะไรได้ งานแบกหามก็ทำไม่ได้ ทำไร่ไถนาก็ไม่ถนัด
อย่างพี่ความรู้ก็แค่ปอ4 ฝีมือการช่างก็ไม่เอาไหน
ความรู้อย่างอื่นก็ไม่มี จะรู้ก็แค่ที่ฝึกมาตอนเป็นทหาร ก็คือ...วิธีฆ่าคน...
” จ่าสมหมายบ่นอย่างท้อๆกับนิด(น้องเมีย) นั่นก็เป็นอีกครั้งที่พูด
เพื่อให้ตนเองยอมรับ(โดยไม่รู้ตัว) และแม้เขาจะรีบพูดต่อ ว่า
“ อึม...แต่ก็ยังโชคดีที่มีลุงแจ่ม ช่วยฝึกตัดผมให้ ”
แต่เขาก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า
การเป็นมือปืนรับจ้างฆ่าคน ย่อมเป็นทางลัดที่จะบันดาลให้ความใฝ่ฝันของเขามีโอกาสเป็นจริง
“พี่อยากให้สาธิต (ลูกชาย) ได้ดิบได้ดี อยากให้เรียนสูงๆ โตขึ้นจะได้ไม่ต้องอดๆยากๆ”
“เหรียญกล้าหาญพี่ก็ได้มาด้วยการฆ่าคน... ฆ่าเพื่อเกียรติ เพื่อเอาตัวรอด
แต่นี้พี่ฆ่าเพื่อเงิน เพื่อเอาตัวรอดเหมือนกัน...แล้วมันจะต่างกันตรงไหน?!!”
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า จ่าสมหมายนั้น แม้จะมีสัญชาตญาณแห่งความเป็นพ่อเป็นแม่
(Mother Figure ที่รัก หวงแหน รับผิดชอบ และปรารถนาดีต่อเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเป็นอย่างยิ่ง
แต่เขาไม่แคร์ถึงวิธีการที่จะทำ “เพื่อลูก” ซ้ำยังเป็นคนที่มีความต้องการทำลายล้างสูง
และมีศีลธรรมคุณธรรมในใจต่ำ...มันต่ำจนอยู่ในระดับเดียวกับเด็กไม่เกิน 7 ขวบ ! อันเป็นวัยที่มีวิธีคิดแบบ
“ฉันจะทำผิดแน่ ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน หรือ ฉันจะทำผิดแน่ๆ ถ้าไม่ถูกลงโทษ”
และเห็นแต่ตนเองเป็นศูนย์กลาง (EgoCentric) ที่ไม่แคร์ผู้ใดทั้งสิ้น
เหตุผลที่เขาพูดและพยายามคิด( Rationalization )ก็คือ
ความไร้เหตุผล และเป็นการยกเอาแม่น้ำทั้งห้าทั้งสิบมาเพื่อให้ตนพ้นผิด หรือเพื่อให้ดูดีมีสาระ
( เช่น “ฉันอยากให้ลูกของฉันได้ดี ฉันจึงยอมเสียสละด้วยการทำชั่ว แม้จะฆ่าคนเพื่อเงินฉันก็ยอม...” )
บุคคลที่มีความคิดวิปริตผิดเพี้ยนเช่นนี้
โดยมากมักไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ถูกต้อง
หรือได้เห็นมาแต่ “แบบอย่าง”ที่ไม่เหมาะสม ทั้งจากครอบครัวและสิ่งแวดล้อมที่เติบโตมา
ในขณะที่ผู้ใหญ่ซึ่งมีวุฒิภาวะเพียงพอจะไม่กระทำสิ่งชั่วช้าก็เพราะกลัวบาป
เพราะมีเมตตา และเพราะเห็นแก่ประโยชน์สุขของครอบครัวของสังคม
ผู้ที่ยึดอาชีพรับจ้างฆ่าคนนั้น
ในงานแรกๆทั้งก่อนและหลังจากลงมือฆ่า มักจะเต็มไปด้วยความทนทุกข์ทรมาน
หนำซ้ำบางรายยังเกิด อาการประสาทหลอน เห็นผีเห็นวิญญาณคนที่เขาฆ่า
มาวนเวียนหลอกหลอน หรือแช่งด่าจองเวร
แต่เมื่อจำนวนศพเพิ่มขึ้นจากน้ำมือของเขา ตัวกิเลสจากอำนาจเงินมันก็พอกพูนขึ้น
จึงเป็นเหมือนเงาดำที่บดบังมนโนธรรมในจิตใจ(super ego)ที่อ่อนแอลงทุกขณะ
ทั้งการฆ่าที่ได้สนองตอบความรุนแรงในส่วนลึก
และ จำนวนเงินค่าจ้างยิงคนก็เย้ายวนเหลือเกิน
เขาจึงเสพติดกับการการฆ่าอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในขณะที่พยายามปกป้องจิตใจตนเองด้วยการเก็บกด(Repression)
ตัดอารมณ์ความรู้สึกหวั่นไหวทั้งมวลทิ้งไป (Denail)
จิตใจจึงเกิดอาการด้านชา
เพื่อลดความทรมานในยามที่โดนมโนธรรมในใจเล่นงาน และเพื่อความพร้อม
ที่จะยกปืนลั่นไกปลิดชีวิตเหยื่อในรายต่อไป
กระทั่งวันหนึ่งเมื่อเกิดวิกฤตในชีวิตของตน
เช่น ร่างกายอ่อนแอ -บาดเจ็บ -เจียนจะตาย
หรือ จู่ๆก็เกิดสำนึกขึ้นมาได้อย่างรุนแรง
( เช่นที่จ่าสมหมายเห็นลูกชายของเหยื่อโผล่หน้ามาร้องขอชีวิตพ่อ ที่ถูกเขายิงสาหัส )
สิ่งที่เก็บงำอัดอั้นก็มักถูกปลดปล่อยออกมา ด้วยความฝัน ,การละเมอ
หรือเผลอพูดออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“พี่ละเมอจนพูดออกมา...เคยฆ่าใคร..ฆ่ายังไง...พี่คงเก็บไว้นานแล้วซินะ
ถึงได้ระเบิดออกมาเอง” นิดบอกจ่าสมหมาย หลังจากที่เขาสร่างเมา
และต่อมาเขาต้องทุกข์ดังตกนรกหมกไหม้ยิ่งกว่าเดิม
เมื่อใจจริงอยากล้างมือจากการฆ่า
แต่เหตุการณ์บังคับให้เขาต้องหาเงินเป็นจำนวนมากอย่างรีบด่วน
เพื่อนำมารักษาลูกชายที่ป่วยด้วย
โรคเนื้องอกในสมอง...
ณ วินาทีนั้นเราจะได้เห็นคราบของมือปืนเหี้ยมที่ถูกสลัดออก
เหลือไว้แต่พ่อที่รักลูกยิ่งกว่าชีวิต
และกลายเป็นเสือสำนึกบาปยอมก้มหน้ารับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายทุกประการ
เพื่อแลกกับชีวิตของลูก
** แต่แล้ว...จ่าสมหมายก็กลับโดนอาญาเถื่อนจากหมวดแฉล้ม(มือขวาของสารวัตรธนู)
ที่ยิงเขา...ต่อหน้าต่อตาบรรดาตำรวจทั้งท้องที่และตำรวจกองปราบ-
นายตำรวจระดับสูง -สื่อมวลชนทุกแขนง- และ บรรดาไทยมุงจำนวนมาก...
ทั้งๆที่ทุกคนในที่เกิดเหตุ ก็เพิ่งจะพากันหลั่งน้ำตาที่เห็นพ่อต้องลาจากลูกทั้งน้ำตา...
ทั้งๆที่เขาก็ยอมมอบตัวอย่างเสือสิ้นลาย
แต่...หมวดแฉล้มผู้ที่มีทีท่าว่าจะรุ่งโรจน์ในภายภาคหน้า
และดูว่าเป็นตำรวจที่ตั้งใจดีมีปัญญา
แต่กลับลั่นกระสุนใส่คนมอบตัวต่อหน้าฝูงชน
...อันเป็นการกระทำที่ไร้สติ(ที่สุดในโลก)
และไม่น่าเชื่อว่าคนฉลาดเช่นนั้นจะทำอะไรโง่เง่าได้เช่นนี้!
ทั้งๆที่หนังก็ไม่ได้ทิ้งน้ำหนักอะไรไว้เลย
จะว่าเพราะเจ็บแค้นที่เห็นเพื่อนตำรวจหญิงถูกยิงก็ไม่ได้แสดงใดๆให้เห็น
ทั้งยังไม่ได้เห็นความผูกพันอันใดกับหมวดแฉล้มแม้แต่นิดเดียว...
ครับ...นี่แหละคือจุดที่สองที่ขัดใจขัดความรู้สึกอย่างที่ได้เกริ่นไว้ในตอนต้น...
edit @ 30 Apr 2008 17:33:34 by เปรมปพัทธ

#1 By iMase on 2008-04-30 18:15