mv โปรดจำไว้ว่า ฉันรักเธอ

ถ่ายทำและตัดต่อเองครับ

ว่าด้วยเรื่องราว ความรักครั้งแรกที่ไม่มีวันลืม

พี่น้องทุกท่านคิดเห็นอย่างไรโปรดชี้แนะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ผมดูแล้วรู้สึกมืดหม่นครับ - -''

เป็นเจตนาของผู้ทำรึเปล่าครับ?

#1 By on 2008-04-24 12:04

เรื่องนี้...เริ่มต้นด้วยความสดใส อบอุ่น
แต่จบด้วยความหม่นหมองและสะเทือนใจ อย่างที่คุณคาดไว้ครับ... แต่เป้นแรงบันดาลใจ ให้ผมบันทึกเป็นนิยายอิงชีวิตจริง...ผมจะลองโพสให้คุณ(และผู้สนใจ)อ่านดูสัก 1 ตอนก่อนนะครับ (ที่เหลืออีก 2ตอน ดูได้จาก Fuse.in.th) แต่เร็วๆนี้ก็จะนำมาไว้ที่นี่เช่นกันครับ......โปรดจำไว้ว่า...ฉันรักเธอ ตอนที่ 1หน้าแรก
เขียนโดย anna เมื่อ พฤ, 10/18/2007 - 16:25. เรื่องจริง ความทรงจำ ความรัก รักแรก เปรมปพัทธ ไม่ลืมเลือน
( 3 ก.ย.50)

โปรดจำไว้ว่า...ฉันรักเธอ.........
นิยายรักในอดีต-อิงจากชีวิตจริง

โดย ... เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

สายลมแสนเศร้าแห่งเดือนตุลา
พลิ้วแผ่วมาสู่ใจผู้เงียบเหงา
กระซิบกระซาบปลอบโยนอย่างแผ่วเบา
ให้สองเราหลับฝันนิรันดร...........

***
********************** ***************************
There were such happy times
And not so long ago
How I wondered where they d gone
But they re back again
Just like a long lost friend
All the songs…I loved so well ………..

บทต่อมาของ Yesterday once More ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจ
ก่อนหลับตานอน...ผมมักจะเปิดCdชุดนี้เสมอ เป็นเพลงรักที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกเมื่อวันวาน ที่ผมไม่เคยลืม...
เกือบ 4 ปี ที่ผมไมได้พบ “แอน”อีกเลย ... แต่จะว่าไป การไม่ได้เจอคนที่เราแสนรักและคิดถึง กลับทำให้เธอติดตรึงอยู่ในความรู้สึกของผมทุกลมหายใจก็ว่าได้
แม้แต่ในฝัน ...ใช่แล้ว ! เมื่อคืนผมก็ฝันถึงเธอ และหวังว่าคืนนี้จะฝันถึงเธออีก
หรือว่าชาตินี้ คนอย่างผมจะมีวาสนาแค่ “พบเธอในฝัน”!
นี่ผมจะมัวแต่กอดเงาของเธอ แล้วปล่อยให้ตัวเอง ล่องลอยไป แล้วจมดิ่งลงไปในทะเลแห่งความอาลัยอาวรณ์...เท่านี้เองหรือชีวิต ?

คืนพรุ่งนี้...ผมจะเริ่มเขียนบันทึก จะบันทึกตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบแอน กระทั่งเหตุการณ์สุดท้าย วันที่ผมไปตามหาเธอที่บ้านพัก หลังจากที่เธอ ... หนีออกจากบ้าน !......



When I was young I d listen to the radio
Wait in for my favorite song
When they played I d sing along
It made me smile …..

Yesterday Once more ของ The Carpenters แว่วหวานมาตามสายลม ..... แดดอ่อนๆกับสายลมที่โชยชื่นของเช้าวันอาทิตย์ ดูจะไม่ช่วยความร้อนรนในใจของผมให้บางเบาลงได้
นัดไว้ 7 โมงเช้า นี่ปาเข้าไป 9 โมง 5นาที “นายเปิ้ล”(ท่านประธานสีชมพู)ก็ยังไม่โผล่ศีรษะมาอีก ! ทั้งที่ตัวเองเป็นคนนัดเองแท้ๆ
“อย่าลืมนะ...ว่านายเป็นรองประธานกีฬาสีชมพู แล้วก้อเรียนมอ6แล้วด้วย
... ยังไงๆนายต้องมาตรงเวลาเป๊ะๆ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกทีม และที่สำคัญ...อย่าให้เราต้องมารอนายเก้อล่ะ!” เมื่อนึกถึงประโยคที่เขาพูดกะผมเมื่อวาน ทำให้...อยากเตะคนพูดสักป๊าบ...

นี่ถ้าปล่อยให้ผมรอเก้อคนเดียว ไม่เกิน 20 นาทีผมคงได้เผ่นกลับบ้านไปแล้ว แต่นี่ยังมีน้องผู้หญิงม.ต้นอยู่อีกตั้ง 4 ที่มารอแกร่วกันตั้งแต่เช้าแล้ว
...เฮ้อ...ไอ้เลวเปิ้ล...มัวแต่นั่งดีดกีตาร์จีบสาวอยู่ซะที่ไหนวะเนี่ย ??? ...ผมนึกด่าทั่นประธานอยู่ในใจ
น้องผู้หญิงสองคนแรก กำลังถือแร็กเกตหวดลูกขนไก่กันวืดวาด คงซ้อมแก้เซ็ง
เพราะหนึ่งในสองมักจะยกข้อมือดูนาฬิกาอยู่เรื่อยๆ น้องคนที่ 3 ยืนอยู่กลางแจ้งถือแร็กเกตฟาดอากาศไปๆมาๆ เหมือนระบายความเครียด แถมจ้องเขม็งมาที่ผม(อย่างเคืองๆ)เป็นระยะๆ
ในขณะที่น้องคนสุดท้าย(ที่ไม่ยอมเข้ามาซ้อมแบดกับเพื่อนไปพลางๆก่อน)
กำลังนั่งหน้าบูด หลบแดดอยู่ใต้ต้นหูกวาง

เมื่อตัวเลขบนนาฬิกาข้อมือ บอกเวลา 9 .16 ผมจึงตัดสินใจเดินไปใกล้ๆน้องทั้งสี่ ที่ทำท่าเหมือนว่ากำลังจะกลับบ้าน
“มาครับน้องๆ.....พวกเราเริ่มมาคัดตัวกันเลยดีกว่า”
น้องคู่แรกค่อยยิ้มออก แล้วก็เริ่มวอร์มอัพ สะบัดแข้งขา เตรียมตัวทำศึกคัดตัวนักกีฬา
ส่วนอีกคู่...โน่น ....กำลังยื้อยุดฉุดกันอยู่ใต้ต้นหูกวาง

“ทำไม?...มีปัญหาอะไรกัน?” ผมเดินตรงเข้าไปหาทั้งคู่ พร้อมทำเสียงขึงขัง ( เพื่อให้สมกับตำแหน่ง)
“ยัยแอน” ไม่ยอมลุกขึ้น ...มันบอกรอนานเกิน”
ผมนึกฉุน พร้อมมองไปที่ “ยัยแอน” หน้าตาก็สวยดี แต่ทำไมเอาแต่ใจน่าดู
“ก็รอกันทุกคนแหละน้อง ...เอาละ..เสียเวลากันมามากแล้ว อย่าให้ต้องเสียอารมณ์กันอีก” ผมอดแขวะไม่ได้ นึกเสียใจเหมือนกันที่ปากไวไปหน่อย
ซึ่งผลก็คือ “ยัยแอน”เม้มปากแน่น แล้วลุกขึ้น
“ เออ....งั้นหนูไปล่ะ !”
เธอใช้คำว่า “หนู” ที่ฟังดูเหมือนเด็กๆพูดกับคุณน้าคุณลุง วิธีพูดและน้ำเสียงใสๆก็ฟังดูน่ารักดีหรอก แต่ที่ไม่น่ารักในยามนี้ก็คือ พอเธอพูดจบก็เดินพรวดๆผ่านหน้าผมไปทันที ... เออ...อยากไปก็ไปเลย...ไม่ง้ออยู่แล้ว
นั่นคือสิ่งที่นึกอยู่ในใจ เพราะพอเหลียวไปมองน้องทั้ง3 คนที่กำลังยืนรอหน้าละห้อย ผมจึงตัดสินใจเดินตามยัยแอนจอมวีนไปติดๆ
เมื่อประชิดถึงตัว ก็เอื้อมมือขวาไปคว้าหมับเข้าให้ที่ต้นแขนซ้ายของเธอ เพื่อให้เธอหยุดเดิน แอนชะงักและหันซ้ายมาหาผม ..... พลันที่เราสบสายตากัน .....
“อย่าไปเลย... นะ” น้ำเสียงของผม แผ่วลง และ ใจสั่น
จะด้วยเพราะเธอเองก็ซึมซับความหวั่นไหวที่แสนประหลาดนั้นเช่นกัน
เราทั้งคู่จึงต่างสบตากันนิ่ง...นาน.....
ผมเห็นรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก พร้อมกับผินหน้าไปมองเพื่อนของเธออย่างขวยเขิน ผมพยายามสลัดเจ้าความวูบไหวที่ก่อตัวขึ้น และกลบเกลื่อนด้วยเสียงขึงขึง “เอาละ...เอาละ... เรามาคัดตัวนักกีฬากันได้แล้ว”
“ก็ได้... แต่พี่ปล่อยมือของหนูก่อนซิ!”
ผมก้มลงมองแล้วก็ต้องตกใจ ... มือของผมที่คว้าต้นแขนเพื่อให้เธอหยุดเดินเมื่อครู่นั้น บัดนี้ มันได้ย้ายลงมากุมมือน้อยๆของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ ....ผมไม่รู้ตัวเลยจริงๆ !




แดดสดใสของเที่ยงนั้น... พวกเราทั้งหมดนั่งล้อมวงบนพื้นสนามหญ้าในโรงเรียน ทุกคนต่างจับจ้องนายเปิ้ลประธานกีฬาสีชมพูของเรา ที่กำลังหยิบกีตาร์ตัวเก่งขึ้นมาทำท่าตั้งสายไปมา
“เพลงนี้ ขอมอบให้ ติ๊ก-นก-ยุ้ย-แอน เพื่อเป็นการขอโทษที่วันนั้นพี่เบี้ยวนัด! สาเหตุก็คงต้องเว้ากันซื่อๆว่า พี่ตื่นสาย... และเพลงนี้ยังเพื่อแสดงความยินดีที่น้องๆทั้ง4 ได้เป็นตัวแทนแข่งแบดมินตัน...แม้ว่าจะมีคนมาคัดเลือกแค่ 4คนก็ตาม”

.......When you re down and troubled
And you need a helping hand
And nothing, is going right
Close your eyes and think of me
And soon I will be there
To brighten up even your …darkest night….

เพลง You ve got a friend จากเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังของนายเปิ้ล คลอด้วย
เสียงกีตาร์ที่พลิ้วหวาน จึงไม่น่าแปลกใจ ที่สาวน้อยทั้งกลุ่มนั่งยิ้มระรื่นนัยน์ตาปรอย
แม้แต่ผมเอง( ที่ออกจะอิจฉาเพื่อนอยู่นิดๆ) ก็ยังเคลิ้มๆไปด้วยเหมือนกัน
แต่ยัยแอนขาวีนน่ะซิ ถึงกะเขินหน้าแดงเรื่อเชียว เมื่อนายเปิ้ลชม้ายชายตามาให้ ในขณะที่ร้องเพลงไปด้วย ( โธ่เอ้ย....มันก็ทำหยั่งงี้กะสาวๆทุกคน ทุกครั้งที่มันนั่งดีดกีตาร์โชว์น่ะแหละ!)
หลังเพลงจบ ....
“คือว่า เมื่อกี้พี่ดันลืมขอบคุณเพื่อนรักของพี่คนนึง เป็นเพื่อนที่ช่วยเหลือพี่มาโดยตลอด ตั้งแต่ติววิชาให้...ให้ยืมตังค์...ให้ลอกการบ้าน และที่สำคัญคือ ช่วยดูแลน้องๆนักกีฬาสีชมพูของเรา พี่อยากจะขอให้น้องๆปรบมือให้พี่ตั้ม รองประธานของพวกเราทุกคน” ผมลุกขึ้นยืนพร้อมโค้งศีรษะนิดๆเพื่อตอบรับการปรบมือของน้องๆ

“ท่านประธาน ไปกินข้าวด้วยกัน” ผมเข้าไปกอดคอนายเปิ้ล
“เชิญทั่นรองฯ ตามสบาย เรานัดกะไอ้รงค์ที่หน้าตึกหนึ่ง...ดูแลน้องๆด้วยล่ะกัน”
นายเปิ้ลพูดคำว่า “น้องๆ”แต่เขามองมาที่ผม แล้วหันไปมองแอน แล้วก็หันควับมามองผมอีกอย่างยิ้มกริ่ม!(ดูมันทำซิ) หรือเปิ้ลจะลอบสังเกตเห็นแววตาริษยาของผมชั่วขณะที่เขาชม้ายตาให้แอน ระหว่างกำลังร้องเพลงเมื่อครู่

เปิ้ลเดินแยกไปแล้ว ผมกับสาวน้อยนักกีฬาทั้งสี่ เดินจากสนามกีฬาตรงไปโรงอาหาร “ประธานร้องเพลงเพราะดีเนอะ” แอนแยกจากกลุ่มเพื่อน เดินเข้ามาใกล้ผม “ก็...อืมม...”
“แน๊ะ...อิจฉาล่ะซิ ทำขรึมเชียว”
เฮ้อ...เกลียดนัก...ยัย คนรู้ทัน แต่พอผมคิดขึ้นมาว่า ...แล้วเธอจะ “ล่วงรู้ความในใจ”ของผมหรือไม่? ผมก็กลับเขินขึ้นมาอย่างประหลาด
“ใช่...อิจฉาซิ อยากจะร้องเพลงเก่ง เล่นกีตาร์เก่งอย่างคนอื่นมั่งน่ะ”
“แหม ... แอนว่าเสียงพี่ตั้มก็ดีเหมือนกันนะ”
“เหรอ ... เพิ่งรู้ตัวนะเนี่ย”

“แอนอยากฟังพี่เล่นกีตาร์”
“โอ้ย ...อย่าเล้ยยยย...”
“ทำไม?”
“พี่ไม่เก่งอย่างพี่เปิ้ลหรอกนะ ขานั้นเค้าค้นคว้าเองฝึกฝนเองจนเก่ง แต่พี่ซิอุตส่าห์ไถตังค์แม่ไปเรียน ก็เรียนไม่จบคอร์ส คือมันอดทนไม่พอน่ะ”
“เป็นเพราะพี่ตั้มไม่ได้รักทางนี้จริงละมั้ง เห็นว่าเรียนเก่งไม่ใช่เหรอ ว่างๆติวให้มั่งนะ แอนเรียนอ่อนจะตาย”

“จะให้ติววิชาอะไร?”
“...ทุกวิชา......” เธอตอบหน้าตาเฉย ผมยิ้มให้อย่างขันๆ เราต่างสบตากันระรื่น แล้วก็หัวเราะ เพราะทั้งขำทั้งเขินขึ้นมาพร้อมๆกัน

ลมโชยมาเฉื่อยฉิว พัดพาเศษใบไม้แห้งปลิวมาติดที่ผมบนศีรษะของแอน
“ ขอโทษนะ” ผมพูดพร้อมช่วยปัดเศษใบไม้แห้งนั้นให้เธออย่างแผ่วเบา
ผมจดจำได้จนบัดนี้ว่า วันนั้นรอยยิ้มของเธอช่างน่ารักนัก...
วันนั้น อากาศไม่อบอ้าวเช่นทุกวัน หญ้าตามสนามโรงเรียนเขียวขจี
ใบไม้ปลิดปลิวร่วงจากต้นไม้ใหญ่ คงเป็นสัญญาณว่าลมหนาวกำลังมาเยือน

“ถามจริงๆเถอะ พี่ตั้มฝันอยากเป็นอะไร?”
“ฝันเหรอ? ก็ ฝันอยากเป็นนักเขียน”
“จริงอ่ะ? ไม่น่าเชื่อเลย พี่เขียนอะไรไปบ้างแล้ว เอามาอ่านกันมั่งดิ”
“ยัง ...ยังไม่เคยเขียนอะไรเลย แต่มันอยู่ในความคิด อยู่ในใจ เหมือนกำลังสะสมวัตถุดิบ แล้วสักวัน...สักวัน อาจจะ...อาจจะเป็นนิยายสักเรื่องนึง”
ผมตอบซะยาว แอนมองหน้าผมด้วยตาแป๋วแหวว ผมเพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่า ในขณะนั้นเราเดินเคียงคู่กันเพียงสองคน ส่วนน้องๆคนอื่นที่ทีแรกเดินมาด้วยกัน ต่างก็แตกแถวหายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้

“แล้วแอนล่ะ โตขึ้นอยากเป็นอะไร?”
ผมถามขึ้นในขณะที่เรากำลังนั่งด้วยกันที่โรงอาหาร
“แอน...แอน..อยากเป็น...”
สีหน้าที่ดูจริงจังเมื่อครู่ กลับดูเลื่อนลอยเศร้าสร้อยอย่างที่ผมก็อธิบายไม่ถูก ...

“อนาคต...มันเป็นเรื่องไม่แน่นอน...แอน...แอนไม่รู้...ไม่รู้จริงๆ!...”


************ โปรดติดตามตอนต่อไป ***********

#2 By เปรมปพัทธ(ไบโอสโคป) (202.28.169.165) on 2008-04-25 14:40

เอาละ...ไหนๆก็เพิ่งแต่งได้แค่ 3 ตอน ผมเลยโพสให้คุณๆอ่านทั้ง 3ตอนเลยก็แล้วกันนะครับ.....โดย...เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์


โปรดจำไว้ว่า...ฉันรักเธอ (บทที่ 2 )

เที่ยง กับอีก 20นาที...ยังดีที่แดดเดือนพฤศจิกาของปีนั้นไม่ระอุเท่าเดือนที่ผ่านมา มิฉะนั้นบรรยากาศอันขมึงตึงเครียดก็คงจะรุ่มร้อนขึ้นอีกหลายเท่า

ครับ! ยัยแอนขาวีน...ก่อเรื่องอีกแล้ว! เธอชกหน้าน้องคิ้มเข้าเต็มหน้า 1 หมัด !


แถมด้วยการตะลุมบอนกันนัวเนีย ...ดีนะที่ผมเอาตัวเข้าขวาง แม้จะโดนลูกหลงจากเหล่าสาวน้อยไปหลายผลั้ว ก็ยังดีที่เรื่องไม่บานปลายกลายเป็นต้องโดนครูเฆี่ยน

หน้าเสาธง หรือโดนพักการเรียนกันระนาว

เรื่องของเรื่องก็จะมีอะไรซะอีกล่ะครับ นอกจากแอนกะคิ้มเกือบๆจะทำให้สนามแข่งแบดมินตันกลายเป็นเวทีมวย!

ทั้งๆที่ผมเองอุตส่าห์ทุมเทฝึกซ้อมให้ทั้งยุ้ยและแอนจนแทบไม่มีเวลาทำการบ้านและทบทวนหนังสือ แถมน้องนักแบดอีกสองคนก็บ่นน้อยใจ และเริ่มเอาผมไปนินทากันแล้ว


เรื่องฝีมือของยุ้ยและแอนแม้จะดีวันดีคืนอย่างไม่น่าหนักใจ แต่เรื่องอารมณ์นี่ซิ

ทำให้ผมออกจะเป็นห่วง ...ยามที่ได้แต้มก็ยิ้มกันระรื่น แต่พอเสียคะแนน หรือแม้แต่รับลูกหยอดไม่ทัน รับลูกตบไม่ได้ ทั้งคู่ก็จะออกอาการมองตาขวางซะทุกที

ยุ้ยยังแค่หน้าบูด แต่ยัยแอนแสดงอาการกะฟัดกะเฟียด แถมบางครั้งถึงกับปา

ไม้แร็กเก็ตลงกับพื้น(ไม้แร็กเก็ตสุดที่รักของผม!)

“โธ่...เก็บอาการไว้หน่อยจะได้มั้ย?”


ผมเตือนเสียงเข้มเมื่อถึงเวลาพักการแข่งขัน

แม้จะเป็นห่วง แต่ก็พอจะโล่งอกที่ทั้งคู่ได้รับชัยชนะในรอบแรกอย่างงดงาม แต่เมื่อเข้าสู่รอบสองที่ต้องเจอกับคิ้มและอิ๋วอันเป็นตัวแทนของสีฟ้า ที่ทั้งโค้ชและนักกีฬาคงศึกษามาเป็นอย่างดีแล้วว่า กลยุทธในการเอาชนะนักแบดหญิงสีชมพูของเรานั้น

จะต้องยั่วยวนกวนโมโหอีกฝ่ายจนวีนแตกให้ได้...ซึ่งมันก็ได้ผล!

“พี่ตั้ม...ดูนังคิ้มเด่ะ มันทำหน้าลิงหลอกหนู” แอนฟ้องผมอย่างหงุดหงิดในช่วงที่ผมขอเวลานอก เมื่อเห็นว่านักกีฬาของเราเริ่มเครื่องรวน


“ตอนที่ที่ยุ้ยจะวิ่งเข้าไปรับลูกหยอด ไอ้อิ๋วมันแกล้งวิ่งเข้ามาใกล้เน็ตแล้วด่าหนูว่า...อีหมูอ้วน” ยุ้ยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

“พี่ก็สังเกตเห็น แต่พวกเราต้องเข้าใจว่า นอกจากเราสองคนแล้ว คนทั้งสนามไม่มีใครได้ยิน กรรมการก็ไม่รู้ ไม่ได้ยิน ดังนั้น หนทางเดียวก็คือ ต้องทำไม่รู้ไม่ชี้ ทำเหมือนไม่ได้ยิน แล้วตั้งใจเล่นให้ดีที่สุด ให้สุดฝีมือ” ขอยอมรับว่า ผมคงมีปัญญาแก้ปัญหาได้เพียงแค่นั้น ก็ได้แต่ภาวนาให้นักกีฬาของเราคอนโทรลอารมณ์ให้ได้ และไม่เดินตกหลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดล่อไว้

แต่ปรากฏว่าฝ่ายนั้นยั่วโมโหได้เนียนเหลือเกิน และแล้วในที่สุดฝ่ายเราก็พ่ายไปอย่างสูสี ในขณะที่แอนโดนตัดแต้มโทษฐานมารยาทไม่งาม เพราะโยนไม้แบดมินตันลงกับพื้น

“ก็นังคิ้มมันด่าหนูว่า...อีตูดใหญ่!”

“เอาน่า...ใจเย็นๆ แล้วเล่นต่อให้ดีที่สุด”


“หนูจะชกหน้ามัน”


“อย่าเชียวนะแอน...อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลย...พี่ขอร้อง...”


ยังดีที่แอนกับยุ้ยยังสู้ฝืนข่มยืนซดกับฝ่ายก่อกวนจนจบเกม

แม้จะพ่ายแพ้ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรซักคำ กะจะพาเลี้ยงขนมปลอบใจซะด้วยซ้ำ แต่ก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้


หลังจบเกมในระหว่างที่ผู้คนกำลังพลุกพล่าน ผมมองไปทางไหนก็ไม่พบแอน จึงรีบออกเดินตามหาอย่างสังหรณ์ใจอย่างไรชอบกล


และแล้ว ผมก็เห็นเธอจ้ำพรวดๆเดินเข้าไปหาคิ้มและอิ๋ว ในขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินตรงสู่ห้องน้ำหญิง “เล่นกันดีๆ ทำไมต้องกวนตีนกันด้วย!” แอนผลักหลังคิ้มจนถลาไปเล็กน้อย แต่ก็ตั้งหลักได้อย่างเร็วและหันขวับมาเผชิญหน้ากันทันที...


“จะกวนแล้วมีปัญหาอาไรมั้ย...นังตูดหญ่ายยย”


**** ผลั้ว !!! ****

หมัดสวิงขวาครับ...หมัดขวาสวิงเข้าเต็มหน้าเจ้าคิ้ม ยังดีที่พรรคพวกอีก3ที่เดินกันมา ถลาเข้ามารับตัวไว้ทัน ก่อนจะล้มลงฟาดพื้น

ผมถึงกับอึ้ง... แต่ก็ยังใจชื้นที่ขณะนั้นบริเวณหน้าห้องน้ำหญิงไม่มีคุณครูเดินผ่านมาเลย และเพียงครู่เดียวผมก็ต้องรีบรวบรวมสติ เพราะพลพรรคทั้ง3ของ

คิ้มต่างดาหน้ากันเข้ามา และรุมสกรัมแอนอย่างรวดเร็ว

ทั้งสามประเคนทั้งตบ ทั้งเตะ และกระชากผมนัวเนียไปหมด ผมจึงจำต้องอุทิศตัวโดดเข้าไปแหวกวงล้อมอย่างสุดกำลัง โดยกางแขนแล้วหันหลังให้สามเสือสาวที่กำลังออกอาวุธกันอย่างสุดฤทธิ์ จนผมรู้สึกได้ถึงแรงถีบและเตะที่ทิ่มรัวใส่น่องและก้นของผม แถมด้วยพลังฝ่ามือที่ฟาดเข้ามาอย่างไม่ยั้ง จนกกหูซ้ายขวาชาไปหมด


ผมเพิ่งคิดได้เดี๋ยวนั้นว่า วิธีแก้ไขสถานการณ์รุนแรงอย่างรีบด่วน ก็คือหันขวับมาประจันหน้ากับเสือสมิงทั้งสามโดยทันที “...หยุด...หยุดเดี๋ยวนี้........”

“พอ...พอได้แล้ว...เห็นมั้ย...เจ็บกันทั้งหมด...จบได้แล้วนะ ห้ามมีเรื่องกันอีก

ถ้ายังเกิดเรื่องอีก พี่จะไปฟ้องครู นั่นหมายถึงต้องโดนไล่ออกกันหมด”

“ก็แอนมันชกคิ้มก่อนนี่!”

“แล้วที่พวกเธอถึง 3คน รุมยำแอนเนี่ย ...มันไม่ต้องโดนลงโทษเหรอ?”“

ไป๊...แยกย้ายกันไป...” ว่าแล้วผมก็จับไหล่ของแอน แล้วรีบเดินออกจาก

วงล้อมอย่างรวดเร็ว แต่ก็พอจะทันลอบสังเกตเห็นว่า บางคนของฝ่ายนั้นทำสีหน้าเชิงยั่วล้ออย่างมีเลศนัย... “โธ่เอ้ย ...คงรีบพาไปโอ๋ล่ะซิ..!.” แม้เสียงจะพยายามกระซิบกระซาบกัน ผมก็อุตส่าห์ได้ยินเข้าจนได้


ถัดจากห้องน้ำเดินมาอีกไม่ไกล จะเป็นแนวปลูกพืชผักสวนครัว ที่ครูและนักเรียนช่วยกันปลูกไว้เพื่อศึกษาในวิชาเกษตร ...เราพากันมายืนหยุดนิ่งที่ใต้ต้นหูกวางอันร่มครึ้ม แอนคลำแผลเลือดซิบจากรอยข่วนที่ข้างแก้มซ้าย หัวก็ดูกระเซิงจากการกรำศึกเมื่อครู่

แม้ใจจะยังรู้สึกไม่พอใจเธออยู่บ้าง แต่พอเห็นสภาพแล้วก็อดสงสารไม่ได้


“ไหนขอดูแผลหน่อย ...”


แอนผินหน้ามามองผมด้วยน้ำตารื้น .....

“เฮ้อ... พี่ก็บอกแล้ว...บอกอีก...ให้อดทน...ให้อดทน... รักจะเป็นนักกีฬาก็ต้องฝึกฝนตนให้เยือกเย็น แล้วก็อดทน...แต่แอนก็ไม่เคยเชื่อพี่ ยังชอบเอาแต่ใจตัวเองเหมือนเดิม...” เมื่อย้อนคิดกลับไป ผมก็ให้ละอายแก่ใจ ที่วันนั้นผมช่างทำตัวเหมือน

ยายแก่ขี้บ่นซะเหลือเกิน โดยที่ไม่ได้ดูที่สีหน้าสีตาของเธอเลยว่า กำลังค่อยๆเปลี่ยนจากอ่อนระโหย มาเป็นครียดเขม็ง... แต่ผมยังพล่ามต่อไม่หยุด

“แล้วนี่...เห็นมั้ย...ไม้แบดถลอกปอกเปิกไปหมดแล้ว เนี่ยพี่อุตส่าห์ถนอมมาตั้งหลายปี โธ่...ไม่น่าให้ยืมเล้ยยย... ดูซิ...เอาไปเล่นไล่ตีกับเพื่อน โมโหขึ้นมาก็จับโยน...จับโยน .... เฮ้อ...ชาตินี้จะมีปัญญาซื้อใหม่มั้ยเนี่ย...”

“ เออ...แอนมันจน... แอนมีแต่ชีวิตเท่านั้นแหละที่จะเอามาแลกกับไม้แบดเทวดานี่!!!”

สาบาน...เธอตีความที่ผมพูดผิด! นั่นผมหมายถึง ...ตัวผมเองนั่นเองที่อาจไม่มีปัญญาซื้อไม้แบดดีๆอีก ...มันไม่ได้เกี่ยวกับเธอเลย แต่กลับทำให้เธอโกรธอย่างสุดขีด ซึ่งผลก็คือ ... เธอคว้าไม้แบดมินตันสุดที่รักของผมฟาดเปรี้ยงเข้าให้กับโคนต้นหูกวาง....


“ ....... อย่า ..........” ผมร้องห้ามเสียงหลง แม้รู้ว่าสายไปแล้ว



เมื่อลงมือเสร็จ เธอก็กระแทกเท้าเดินไป ปล่อยให้ผมทรุดตัวลงประคองไม้แบดที่อยู่ในสภาพหงิกงอเหมือนขิงแก่ ... ผมเห็นแอนชงัก แล้วหันกลับมามองผม

ที่ตอนนั้นนั่งน้ำตาไหลอย่างไม่อายฟ้าดิน


เธอค่อยๆก้าวเท้าเข้ามาหา แล้วย่อตัวลงช้าๆ เอามือลูบแผ่นหลังของผมอย่างนุ่มนวล “ ... พี่ตั้ม .... แอนขอโทษนะ... ”


แต่ผมเองกำลังมึนชากับการสูญเสีย จึงได้แต่หยิบไม้แบดสุดหวงแล้วเดินจากไป

ปล่อยให้เธอยืนมองผมจนลับสายตา ...


(โปรดติดตามตอนต่อไป.......)

#3 By เปรมปพัทธ(ไบโอสโคป) (202.28.169.165) on 2008-04-25 14:45

***
รักครั้งแรก...อิงจากชีวิตจริง
โดย เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
โปรดจำไว้ว่า...ฉันรักเธอ (บทที่ 3 )
บ้านเงียบเหงาเหมือนเช่นทุกวัน นาฬิกาบนกำแพงบอกเวลา 1 ทุ่มกับอีก 25 นาที ...เย็นนี้หลังเลิกเรียน ผมมีความรู้สึกยังไม่อยากกลับบ้าน
เหตุผลก็คือ เมื่อเช้านี้แม่บอกผมระหว่างที่เราทานอาหารเช้าด้วยกันว่า เย็นนี้แม่มีประชุมที่บริษัท(แม่เป็นหัวหน้าหน่วยของบริษัทประกันชื่อดัง) แล้วต่อด้วยไปพบลูกค้าตามที่นัดไว้ กว่าจะกลับเข้าบ้านก็น่าจะราวๆเกือบ 5 ทุ่ม
จริงๆแล้วในระยะหลังก็แทบเป็นปกติ ที่ทุกวัน ผมจะนั่งทำการบ้าน อ่านหนังสือ ต่อด้วยดูทีวี เพื่อรอการกลับมาของแม่ เว้นแต่บางวันที่แม่โทรมาบอกว่าคงกลับดึกกว่า 4 ทุ่ม นั่นผมจึงไม่รอ และเข้านอนราว 3ทุ่มกว่า ชีวิตก็ดำเนินไปเช่นนี้จนเป็นเรื่องปกติ
แต่เย็นนี้ ผมมีความรู้สึกกว้าเหว่ขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก มันเกิดขึ้นระหว่างที่ผมเดินออกจากรั้วโรงเรียนหลังเลิกเรียนในเย็นนี้
ทั้งๆที่เจ้าเปิ้ลผละออกมาจากกลุ่มเพื่อนๆของเขา เดินเข้ามาโอบไหล่ของผม แล้วชวนไปเล่นตู้เกมหยอดเหรียญที่ห้างตรงข้ามโรงเรียน(ในยุคที่ยังไม่มีเกมเพลย์ หรือเกมออนไลน์) แต่ผมก็ตอบปฏิเสธไปว่า “เรารู้สึกไม่ค่อยสบายว่ะ”
เป็นเพราะไม่รู้จะตอบยังไง จะว่าโกหกก็ไม่เชิง ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายจริงๆ ก็คือ...
รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ.....
เขาตบไหล่ผมเบาๆแสดงความเข้าใจ “เออ..งั้นรีบกลับบ้าน กินยาแล้วก็นอนซะ...พรุ่งนี้เจอกัน”
ที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยโรงเรียน...ในขณะที่ยังลังเลอยู่ว่า ตกลงเราจะไป “เดินเล่น”(ปลดปล่อยอารมณ์-ใช้ความคิด)ที่ไหนดี?
“ไปอยู่กับโลกส่วนตัวในโรงหนัง แล้ว ไปเดินที่สยามสแควร์” นั่นคือคำตอบสุดท้าย เมื่อรถเมล์สายสยาม-สามย่านมาจอดเทียบ
เดินตระเวนเพื่อเลือกโปรแกรมหนังทั้งลิโด-สยามและสกาล่า แล้วก็ตัดสินใจตามภาวะอารมณ์ในขณะนั้น ด้วยการมายืนหิ้วกระเป๋านักเรียนซื้อตั๋วหนังหน้าเคาน์เตอร์ของโรงหนังสกาลาครับ...ผมเลือกดูหนังฝรั่งแนวรัก-โรแมนติกเรื่อง
“นานแค่ไหน...ก็จะรอ”(จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้) โดยเมินหนังการ์ตูน และ หนังแอคชั่นของอีก 2โรงในบริเวณใกล้เคียง เพราะเวลานั้น...ผมต้องการจมดิ่งอยู่ในโลกแห่งอารมณ์รักที่หวานชื่น และเศร้ารันทด...“นานแค่ไหน...ก็จะรอ”เป็นภาพยนตร์อิตาลี ที่พูดถึงผู้ชายคนหนึ่งที่รักแฟนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แล้วอยู่มาวันหนึ่งแฟนสาวสวยประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
พระเอกของเราจึงสุดจะทำใจได้...เขาใช้ทรัพย์สมบัติเท่าที่มีอยู่(อย่างมากมาย) ทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะยื้อชีวิตคนรักไว้ให้ได้
ดังนั้น การแช่แข็งชีวิตในแคปซูล ซึ่งเป็นวิทยาการล่าสุด จึงเป็นทางเลือกที่จะรักษานางเอกให้อยู่ในสภาพที่งดงามอย่างเป็นอมตะ เพื่อรอเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่กำลังค้นคว้าหาหนทางชุบชีวิต ฟื้นลมหายใจของนางเอกต่อไป
จากนั้นสิ่งที่พระเอกต้องทำต่อไปก็คือ...รอ แล้วเขาก็…รอ รอเธอเพียงผู้เดียวโดยไม่เคยเหลียวแลหญิงอื่นเลย...และ...ในระหว่างที่รอ เขาก็ทำงานเก็บเงินเก็บทอง (เพราะสมบัติเก่าหมดไปกับค่ารักษาชีวิตนางเอก) แล้วค่อยๆสร้างบ้านริมทะเล อันเป็นความใฝ่ฝันของนางเอกในขณะที่เธอยังมีชีวิตอยู่
และแล้ววันหนึ่ง ทีมนักวิทยาศาสตร์ก็สามารถชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมาได้จริงๆ!
โดยยังคงความสาวและสวยสพรั่งเช่นเดียวกับตอนก่อนจะสิ้นลมทุกประการ
...ในขณะที่พระเอกผู้แสนดีของเราอยู่ในวัย 80 ขวบ! ที่ต่อมาก็ต้องสิ้นใจตาย
หลังจากได้ครองรักกับนางเอก(ในวัยหลาน)ที่เพิ่งฟื้นคืนมาได้ แค่ไม่กี่วัน...
หลังดูหนังเรื่องนี้จบลง ผมซาบซึ้งประทับใจจนต้องเดินตระเวนทั่วศูนย์การค้าสยาม เพื่อหาซื้อเทปเพลง More ที่ขับร้องโดย Andy Williams อันเป็นเพลงประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้...
**More…than the greatest love the world has known
This is the love I ll give to you alone
More than the simple words I try to say
I only live to love you more each day……
More than the you ll ever know
My arms long to hold you so
My life will be in your keeping, Walking, Sleeping,
Laughing, Weeping ………………..


คืนนั้น ผมนั่งอ่านหนังสือรอจนแม่กลับบ้าน(ราวๆ3ทุ่มครึ่ง เพราะลูกค้าเลื่อนนัดจึงกลับเร็วกว่าที่บอกไว้) ผมเล่าเรื่องราว “นานแค่ไหน...ก็จะรอ”หนังที่ไปดูมา แล้วเปิดเพลงMoreให้แม่ฟัง “อ๋อ..แอนดี้ วิลเลียมนักร้องโปรดของแม่เชียวนะ...เพลงนี้เพราะมาก...ฟังแล้วชื่นใจ...เพลงอื่นๆในอัลบั้มนี้ก็เพราะทุกเพลง...พรุ่งนี้แม่จะติดเอาไปฟังในรถด้วยนะ” แม่ยิ้มระรื่น ผมเองก็เช่นกัน
“ตั้มลูกแม่...น่ารักจัง”แม่ขยี้ศีรษะและหอมแก้มของผมฟอดใหญ่
ดีใจที่ทำให้แม่ชื่นใจ แต่แม่คงยิ้มไม่ออกแน่ถ้ารู้ว่า...ไม้แบดมินตันที่แม่เคยถึงกับขายสร้อยข้อมือเพื่อซื้อให้ผมนั้น...บัดนี้...มันได้กลายเป็นเศษเหล็กไปแล้ว(เพราะฝีมือของยัยแอนจอมวีน...)

ลมหนาวแวะมาทักทายปลายเดือนพฤศจิกาดังเช่นทุกปี (เด็กๆยุคนี้ คงนึกไม่ถึงว่า กรุงเทพฯก็เคยมีฤดูหนาว ที่หนาวกระทั่งมีไอออกจากปากไม่ผิดกับหน้าหนาวที่เชียงราย!)
เดือนนี้ห้องสมุดจึงดูคึกคักกว่าปกติ ด้วยว่ามีนักเรียนขาจรหลายๆคน เข้ามาหลบลมหนาว ส่วนขาประจำอย่างผม ก็ยังคงยึดห้องสมุดเป็นสรณะไม่เปลี่ยนใจไปไหน
แม้มีนักเรียนมากกว่าทุกวัน แต่ทุกคนต่างก็รักษากติกามารยาทอันดี ก็คือ ถ้าไม่นั่งก้มหน้าอ่านหนังสือ ก็นั่งคุยกันเบาๆ
เช้านี้ คงด้วยความรู้สึกเซ็งๆเหงาๆ ทำให้ผมหยิบหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ มาพลิกไปมาอย่างเรื่อยเปื่อย แต่แล้วก็มาเจอกับเจ้าเล่มสีแดงสดเล่มเล็กๆ ที่หน้าปกเขียนไว้ว่า 99 Love is…ค้นหาความหมายของความรัก เพื่อเข้าใจในรัก
โดย... ทะเลหญ้า
ผมหยิบเจ้าเล่มแดงๆเล็กๆนั่นเดินกลับมาที่เก้าอี้ตัวเดิม อันเป็นมุมโปรด เมื่อหย่อนก้นได้ที่แล้วก็เปิดอ่านต่อทันที
99 love is ..คือ นิยามของความรัก ไม่ว่าจะอารมณ์ไหนก็ช่วยให้คุณเข้าใจคุณค่าของความรัก อย่างแท้จริง...
นักเขียนโปรยคำนำได้อย่างน่าชวนติดตาม
นิยามที่ 1 ความรัก คือ โชค...ซึ่งใช่ว่าทุกคนจะได้
(...เออ...เราคงไร้โชค เพราะ ปีหน้าจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ยังไม่เคยมีแฟน ทั้งๆที่เพื่อนบางคน จีบหญิงติดตั้งแต่เรียนอนุบาล)
นิยามที่ 2 ความรักเป็นได้ทั้งมือ และ ผ้าพันแผล
(...เฮ้ย...อาไรของมานวะ..คิดไม่ออก....ไม่รู้เรื่องเลยว่ะ...)
นิยามที่ 3 ความรักทำให้ คนรู้สึกเต็มเปี่ยม และไม่รู้สึกว่าชีวิตยัง “ขาด”อะไรอีก (ขาดอะไร?... ขาด “เงิน”มั้ง ?...เอ...รึว่าไม่ใช่ ???… ) นิยามที่ 4 ความรัก ...คือ ความหวัง คือกำลังใจ เชื่อมั่น และ ศรัทธา
( เออ...ก็คงจะใช่แฮะ เพราะพักนี้เรารู้สึกแปลกๆ เหมือนมีพลังมีความหวังยังไงยังไงก็ไม่รู้.... รึว่าเรากำลังฟอลอินเลิฟ???... เฮ่ย...ไม่น่า...ไม่....)
“แหม...เข้ามานั่งซะลึกเชียวนะ...เดินหาอยู่ตั้งนาน!!!”
มือน้อยๆบีบตรงหัวไหล่ของผมเบาๆ ทำให้สะดุ้งนิดๆ
“ ... แอน ... ” สาวน้อยเลื่อนเก้าอี้มาใกล้ แล้วนั่งลงข้างๆผม
เช้านั้นเธอดูสดใส ลักยิ้มน้อยๆบนสองแก้มก็ดูน่ารักกว่าทุกวัน
สายตาพร้อมรอยยิ้มสดชื่นที่ทักทายผม... ทำให้ความขุ่นเคืองที่ผมมีต่อเธอตลอด 2 วันที่ผ่านมาได้ละลายหายไปจนหมดสิ้น...
“นั่นพี่ตั้มอ่านอะไรอยู่น่ะ?” แอนชะเง้อมองมาที่เจ้าเล่มแดง
ผมรีบปิดมันลงด้วยความเขิน แต่นั่นทำให้เธอเห็นหน้าปกหนังสือที่แสนจะหวานแหวว
แอนมองผมอย่างล้อๆ “99 loves is …โห...อ่านเรื่องกุ๊กกิ๊กด้วยเหรอเนี่ย?”
“ปละ...เปล่า...พอดีเห็นมันวางบนโต๊ะอยู่แล้ว”
“ไหน...ขอดูหน่อยนะ …บทที่72 ความรัก...ทำให้คนเก่งกล้าอย่างคุณ มีวินาทีที่เขินสุดเขินได้บ่อยๆเหมือนกัน... จริงหรือเปล่า พี่ตั้ม?”
“ไม่รู้...แล้วพี่ก็ไม่ใช่คนเก่งกล้าอะไรด้วย”
แอนพลิกๆหนังสือดู จนถึงบทที่77 “บทที่77 ความรัก...คือ การยอมงอนง้อขอคืนดี ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิด...” อ่านจบเธอมีทีท่าขรึมลง และครุ่นคิด
“พี่ตั้ม ...วันนี้แอนมีของมาให้”
ผมรู้สึกประหลาดใจ “อะไรเอ่ย? อย่าบอกว่าเป็นกุหลาบสีแดงนะ”
เธอแก้เขินด้วยการหยิกหมับเข้าให้ที่แขนของผม “บ้าแน่ะ...เกิดมาแอนไม่เคยให้ดอกไม้ใคร พี่ตั้มตามแอนมาซิ แอนวางไว้ที่ฝากของ”
เราลุกขึ้นเกือบพร้อมๆกัน แล้วเดินไปมุมฝากของ ที่เป็นตู้ไม้เป็นช่องๆ
ตั้งไว้ใกล้ประตูทางเข้าออกของห้องสมุด
แอนหยิบถุงผ้าสีน้ำเงินออกจากชั้นวาง
“พี่ตั้ม...เรื่องวันก่อน แอนต้องขอโทษอีกครั้งนะ”
เธอพูดเสียงแผ่ว พร้อมยื่นถุงผ้านั้นให้ผมที่รับไว้อย่างงงๆ เมื่อล้วงสิ่งที่อยู่ภายในออกมา
...มันเป็นไม้แบดมินตันยี่ห้อเดียวกันกับของผม(ที่เธอทำพัง) แต่รุ่นใหม่กว่า และราคาคงแพงกว่าอีกด้วย!
“ทำไมแอนต้องทำอย่างนี้ด้วย... คือ...มันแพงน่ะ... พี่รับไว้ไม่ได้หรอก” “ถ้าพี่ไม่รับ แอนโกรธจริงๆด้วย แล้วก็จะไม่พูดด้วยอีกต่อไป”
เฮ้อ...เด็กหนอเด็ก “จ้ะ...จ้ะ...รับจ้ะ....ขอบคุณมากนะ”
เราเดินเคียงคู่กันออกมาจากห้องสมุด ผมได้กลิ่นหอมรวยริน เมื่อเดินเข้าใกล้ต้นลั่นทม(ที่ยุคนี้เรียกว่า ลีลาวดี) เราทั้งสองมองดอกขาวนวลเนียนที่กำลัง
ร่วงคว้างปลิวโปรย แอนย่อตัวลงแล้วโกยดอกลั่นทมที่ร่วงโรยตามโคนต้น
ยามนั้นเธอเหมือนเพียงเด็กน้อยซนๆที่พบสิ่งถูกใจ
“...หอมจัง.....” “ อ่ะ..เก็บเอาไว้ดมเล่นแก้ง่วงยามบ่าย” เธอเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วหย่อนดอกลั่นทมลงไปในกระเป๋าเสื้อชุดนักเรียนของผม
ใบหน้าสวยคมนั้นอยู่ใกล้ชิด จนสัมผัสได้ถึงความหอมละมุน ทั้งจากดอกไม้...ผสานกับกรุ่นกายสาวแรกรุ่น…
ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่า ขนตาของเธอก็งอนเช้งรับกับคิ้วคมเรียวคู่นั้น
ด้วยกลัวเผลอมองตาเธอนานเกิน จึงพูดขึ้นว่า “วันนี้ใส่เสื้อสีสวยจังเลย”
ผมเสไปกล่าวชมเสื้อกั๊กกันหนาวสีชมพูที่เธอสวมใส่
“เสื้อยีนส์ของพี่ตั้ม ก็เท่ดี”
“เอามั้ย...จะยกให้”
“จะแลกกับเสื้อกั๊กของแอนมั้ยล่ะ”
“เออ...ก็ดี จะเอาไปใส่เต้นเป็นเชียร์ลีดเดอร์...”
ผมพูดจบ เธอหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผมเองก็อารมณ์ดีที่เห็นเธอหัวเราะ
ก็เลยถอดเสื้อยีนส์แล้วขยั้นขยอใส่ให้เธอจนได้
“น่านะ...ลองใส่ดูซิ ...เสื้อยีนส์สีน้ำเงินใส่คลุมเสื้อถักสีชมพู...โอว..ทั้งหวานทั้งเท่” แอนทำท่าหมุนตัวเลียนลีลานางแบบ แถมถอนสายบัวเป็นเจ้าหญิง
เราทั้งคู่หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
“แล้วพี่ไม่หนาวเหรอ?”
“ไม่หรอก ข้างในพี่มีเสื้อยืด”
“แน่ใจ?”
“เออน่า...หนาวแล้วค่อยมาทวงคืน”
ลมหนาวกระทบจมูกจนเย็นชื้น เราเดินเคียงกันไปอย่างเงียบๆ
ต้นแขนของเราเบียดกันในบางครั้งอย่างไม่ตั้งใจ
“แอน...พี่ขอถามอะไรหน่อยนะ” จู่ๆผมก็ถามขึ้น
“ถามอะไร…?” แอนตอบเสียงแผ่วๆ
“แอนไปเอาเงินมาจากไหน...มาซื้อไม้แบดแพงๆให้พี่”
ถ้าคนไม่เข้าใจจะฟังเหมือนดูแคลน แต่ผมหาถ้อยคำที่ดีกว่านั้นไม่ได้
และด้วยความสนิทสนมของเรา ผมจึงมั่นใจว่าแอนจะเข้าใจในเจตนา
ที่อดถามไม่ได้ก็เพราะผมพบว่า เธอมักจะใส่ชุดนักเรียนที่ดูเก่าหมอง
แถมเสื้อพละก็มีรอยปะชุน เหมือนได้รับตกทอดมาจากญาติๆรุ่นพี่
ผมจึงประหลาดใจที่วันนี้จู่ๆเธอก็มอบไม้แบดราคาสูงให้แก่ผม
“พอดีงวดนี้ พ่อของแอนเค้ารวยน่ะ!”
“...รวยจากอะไร?”... ผมถามไปตรงๆ เพราะจำได้เลาๆว่าคุณพ่อของเธอทำงานเป็นเพียงพนักงานเช็คสินค้าที่ท่าเรือ ที่มีรายได้แทบไม่พอเลี้ยงลูกสาว และแม่ผู้ชราของตน ส่วนภรรยา(คุณแม่ของแอน) หนีตามชายอื่นไปเมื่อแอนอายุแค่ 7ขวบ
“คุณพ่อถูกหวยหรือเปล่า? ถามหน่อย เผื่องวดนี้มีเลขเด็ด”ผมรุกต่อ เมื่อเห็นเธอดูขรึมลง
“เปล่าหรอก ... คืองวดนี้เค้าเล่นไพ่ได้เงินมาตั้ง 2หมื่น ก็เลยให้เงินแอนมา 2 พัน...!!!” เธอตอบหน้าตาเฉย
ผมรู้สึกอึ้งจนพูดไม่ออก บรรยากาศดูอึดอัดและหดหู่ลงอย่าง
ไม่น่าเชื่อ แล้วผมก็พูดขึ้นหลังจากนิ่งๆกันอยู่พักใหญ่
“ได้เงินมาเยอะ แอนน่าจะเอาไปหยอดกระปุกนะ” “แอนก็เคยเก็บ แต่พองวดไหนที่พ่อเล่นหมดตัว ก็มาเอาที่เก็บไว้ไปหมด!”
ผมนั่งมองสาวน้อยตรงหน้าด้วยความรู้สึกเวทนา
“พี่ตั้ม ...แอนเขินแล้วนะ... ”
เธอพูดเบาๆเตือนสติ ที่ผมคงมองเธอนานไปหน่อย ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะตอบไปว่า “..เหรอ...เออ... ขอโทษด้วยนะ...”
“แอน... เย็นนี้พี่ขอไปเที่ยวบ้านแอนนะ!” จู่ๆผมก็ขอดื้อๆ
เธอมีทีท่าตกใจ “อะไรนะ...พี่ตั้มจะไปทำไม?”
“ก็อยากไปนี่ อนุญาตรึเปล่าล่ะ?”
“อยากไปแน่เหรอ บ้านแอนจนนะ”
“พี่อยากเจอคุณย่าของแอนน่ะ”
******** โปรดติดตาม “โปรดจำไว้ว่า... ฉันรักเธอ” ในตอนต่อไป *******

#4 By เปรมปพัทธ (202.28.169.165) on 2008-04-25 14:51

ชอบมากที่สุด

#5 By ไอซ์ (118.173.156.79) on 2008-06-11 21:04

http://www.youtube.com/user/prempapat

เอาไปดูให้หมดเลยครับHot! Hot!
confused smile confused smile

#7 By mp3 (117.47.182.20) on 2009-07-04 20:46