mv โปรดจำไว้ว่า ฉันรักเธอ

ถ่ายทำและตัดต่อเองครับ

ว่าด้วยเรื่องราว ความรักครั้งแรกที่ไม่มีวันลืม

พี่น้องทุกท่านคิดเห็นอย่างไรโปรดชี้แนะ

Comment

Comment:

Tweet

confused smile confused smile

#7 By mp3 (117.47.182.20) on 2009-07-04 20:46

http://www.youtube.com/user/prempapat

เอาไปดูให้หมดเลยครับHot! Hot!

#6 By neo film on 2008-09-17 19:00

ชอบมากที่สุด

#5 By ไอซ์ (118.173.156.79) on 2008-06-11 21:04

***
รักครั้งแรก...อิงจากชีวิตจริง
โดย เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
โปรดจำไว้ว่า...ฉันรักเธอ (บทที่ 3 )
บ้านเงียบเหงาเหมือนเช่นทุกวัน นาฬิกาบนกำแพงบอกเวลา 1 ทุ่มกับอีก 25 นาที ...เย็นนี้หลังเลิกเรียน ผมมีความรู้สึกยังไม่อยากกลับบ้าน
เหตุผลก็คือ เมื่อเช้านี้แม่บอกผมระหว่างที่เราทานอาหารเช้าด้วยกันว่า เย็นนี้แม่มีประชุมที่บริษัท(แม่เป็นหัวหน้าหน่วยของบริษัทประกันชื่อดัง) แล้วต่อด้วยไปพบลูกค้าตามที่นัดไว้ กว่าจะกลับเข้าบ้านก็น่าจะราวๆเกือบ 5 ทุ่ม
จริงๆแล้วในระยะหลังก็แทบเป็นปกติ ที่ทุกวัน ผมจะนั่งทำการบ้าน อ่านหนังสือ ต่อด้วยดูทีวี เพื่อรอการกลับมาของแม่ เว้นแต่บางวันที่แม่โทรมาบอกว่าคงกลับดึกกว่า 4 ทุ่ม นั่นผมจึงไม่รอ และเข้านอนราว 3ทุ่มกว่า ชีวิตก็ดำเนินไปเช่นนี้จนเป็นเรื่องปกติ
แต่เย็นนี้ ผมมีความรู้สึกกว้าเหว่ขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก มันเกิดขึ้นระหว่างที่ผมเดินออกจากรั้วโรงเรียนหลังเลิกเรียนในเย็นนี้
ทั้งๆที่เจ้าเปิ้ลผละออกมาจากกลุ่มเพื่อนๆของเขา เดินเข้ามาโอบไหล่ของผม แล้วชวนไปเล่นตู้เกมหยอดเหรียญที่ห้างตรงข้ามโรงเรียน(ในยุคที่ยังไม่มีเกมเพลย์ หรือเกมออนไลน์) แต่ผมก็ตอบปฏิเสธไปว่า “เรารู้สึกไม่ค่อยสบายว่ะ”
เป็นเพราะไม่รู้จะตอบยังไง จะว่าโกหกก็ไม่เชิง ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายจริงๆ ก็คือ...
รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ.....
เขาตบไหล่ผมเบาๆแสดงความเข้าใจ “เออ..งั้นรีบกลับบ้าน กินยาแล้วก็นอนซะ...พรุ่งนี้เจอกัน”
ที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยโรงเรียน...ในขณะที่ยังลังเลอยู่ว่า ตกลงเราจะไป “เดินเล่น”(ปลดปล่อยอารมณ์-ใช้ความคิด)ที่ไหนดี?
“ไปอยู่กับโลกส่วนตัวในโรงหนัง แล้ว ไปเดินที่สยามสแควร์” นั่นคือคำตอบสุดท้าย เมื่อรถเมล์สายสยาม-สามย่านมาจอดเทียบ
เดินตระเวนเพื่อเลือกโปรแกรมหนังทั้งลิโด-สยามและสกาล่า แล้วก็ตัดสินใจตามภาวะอารมณ์ในขณะนั้น ด้วยการมายืนหิ้วกระเป๋านักเรียนซื้อตั๋วหนังหน้าเคาน์เตอร์ของโรงหนังสกาลาครับ...ผมเลือกดูหนังฝรั่งแนวรัก-โรแมนติกเรื่อง
“นานแค่ไหน...ก็จะรอ”(จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้) โดยเมินหนังการ์ตูน และ หนังแอคชั่นของอีก 2โรงในบริเวณใกล้เคียง เพราะเวลานั้น...ผมต้องการจมดิ่งอยู่ในโลกแห่งอารมณ์รักที่หวานชื่น และเศร้ารันทด...“นานแค่ไหน...ก็จะรอ”เป็นภาพยนตร์อิตาลี ที่พูดถึงผู้ชายคนหนึ่งที่รักแฟนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แล้วอยู่มาวันหนึ่งแฟนสาวสวยประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
พระเอกของเราจึงสุดจะทำใจได้...เขาใช้ทรัพย์สมบัติเท่าที่มีอยู่(อย่างมากมาย) ทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะยื้อชีวิตคนรักไว้ให้ได้
ดังนั้น การแช่แข็งชีวิตในแคปซูล ซึ่งเป็นวิทยาการล่าสุด จึงเป็นทางเลือกที่จะรักษานางเอกให้อยู่ในสภาพที่งดงามอย่างเป็นอมตะ เพื่อรอเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่กำลังค้นคว้าหาหนทางชุบชีวิต ฟื้นลมหายใจของนางเอกต่อไป
จากนั้นสิ่งที่พระเอกต้องทำต่อไปก็คือ...รอ แล้วเขาก็…รอ รอเธอเพียงผู้เดียวโดยไม่เคยเหลียวแลหญิงอื่นเลย...และ...ในระหว่างที่รอ เขาก็ทำงานเก็บเงินเก็บทอง (เพราะสมบัติเก่าหมดไปกับค่ารักษาชีวิตนางเอก) แล้วค่อยๆสร้างบ้านริมทะเล อันเป็นความใฝ่ฝันของนางเอกในขณะที่เธอยังมีชีวิตอยู่
และแล้ววันหนึ่ง ทีมนักวิทยาศาสตร์ก็สามารถชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมาได้จริงๆ!
โดยยังคงความสาวและสวยสพรั่งเช่นเดียวกับตอนก่อนจะสิ้นลมทุกประการ
...ในขณะที่พระเอกผู้แสนดีของเราอยู่ในวัย 80 ขวบ! ที่ต่อมาก็ต้องสิ้นใจตาย
หลังจากได้ครองรักกับนางเอก(ในวัยหลาน)ที่เพิ่งฟื้นคืนมาได้ แค่ไม่กี่วัน...
หลังดูหนังเรื่องนี้จบลง ผมซาบซึ้งประทับใจจนต้องเดินตระเวนทั่วศูนย์การค้าสยาม เพื่อหาซื้อเทปเพลง More ที่ขับร้องโดย Andy Williams อันเป็นเพลงประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้...
**More…than the greatest love the world has known
This is the love I ll give to you alone
More than the simple words I try to say
I only live to love you more each day……
More than the you ll ever know
My arms long to hold you so
My life will be in your keeping, Walking, Sleeping,
Laughing, Weeping ………………..


คืนนั้น ผมนั่งอ่านหนังสือรอจนแม่กลับบ้าน(ราวๆ3ทุ่มครึ่ง เพราะลูกค้าเลื่อนนัดจึงกลับเร็วกว่าที่บอกไว้) ผมเล่าเรื่องราว “นานแค่ไหน...ก็จะรอ”หนังที่ไปดูมา แล้วเปิดเพลงMoreให้แม่ฟัง “อ๋อ..แอนดี้ วิลเลียมนักร้องโปรดของแม่เชียวนะ...เพลงนี้เพราะมาก...ฟังแล้วชื่นใจ...เพลงอื่นๆในอัลบั้มนี้ก็เพราะทุกเพลง...พรุ่งนี้แม่จะติดเอาไปฟังในรถด้วยนะ” แม่ยิ้มระรื่น ผมเองก็เช่นกัน
“ตั้มลูกแม่...น่ารักจัง”แม่ขยี้ศีรษะและหอมแก้มของผมฟอดใหญ่
ดีใจที่ทำให้แม่ชื่นใจ แต่แม่คงยิ้มไม่ออกแน่ถ้ารู้ว่า...ไม้แบดมินตันที่แม่เคยถึงกับขายสร้อยข้อมือเพื่อซื้อให้ผมนั้น...บัดนี้...มันได้กลายเป็นเศษเหล็กไปแล้ว(เพราะฝีมือของยัยแอนจอมวีน...)

ลมหนาวแวะมาทักทายปลายเดือนพฤศจิกาดังเช่นทุกปี (เด็กๆยุคนี้ คงนึกไม่ถึงว่า กรุงเทพฯก็เคยมีฤดูหนาว ที่หนาวกระทั่งมีไอออกจากปากไม่ผิดกับหน้าหนาวที่เชียงราย!)
เดือนนี้ห้องสมุดจึงดูคึกคักกว่าปกติ ด้วยว่ามีนักเรียนขาจรหลายๆคน เข้ามาหลบลมหนาว ส่วนขาประจำอย่างผม ก็ยังคงยึดห้องสมุดเป็นสรณะไม่เปลี่ยน