ภาพยนตร์ไทยอมตะ
สะท้อนทัศนคติผิดๆ ที่เห็นลูกเป็น  “ตัวซวย!!!”

บทวิเคราะห์โดย... เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

“ น้ำพุ…”

“ จุดเริ่มต้น แห่งโศกนาฏกรรม ”

กำกับโดย... ยุทธนา มุกดาสนิท
แสดงโดย ... อำพล ลำพูน,ภัทราวดี ศรีไรรัตน์


ย่างเข้าเดือนมีนาคมทีไร 
ผมมักจะคิดถึงหนัง(ในดวงใจ)เรื่อง “น้ำพุ”เสมอ…
ทำไม ?  หลายท่านอาจสงสัย   

ครับ...คำตอบก็คือ วันที่ 13 มีนาคม(พ.ศ.2499)
คือ วันเกิดของ วงศ์เมือง นันทขว้าง หรือ “น้ำพุ”ที่ใครๆก็รู้จัก

 

เหตุที่ผมจำวันเกิดของน้ำพุได้
อาจเป็นเพราะ จดจำสองประโยคในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างแม่นยำ

1... ที่โรงพยาบาล เมื่อน้ำพุคลอด
พ่อ (รับบทโดยสุเชาว์ พงษ์วิไล) รำพันเบาๆ

“ เฮ้อ...เกิดวันที่ 13 ...ไม่ดีเลยเนอะ !”

แม่(รับบทโดยภัทราวดี    ) “ บ้าน่ะ ! นั่นมันความเชื่อของฝรั่ง ”

2...  ที่บ้าน 
เมื่อพ่อแม่ทะเลาะและตบตีกันในขณะที่น้ำพุ
(เด็กในวัยราว 4-5ขวบ)นั่งตัวสั่น เป็นลูกนกซุกอยู่ใต้บันได

พ่อ (ก่อนจะผลุนผลันออกจากบ้านหันไปมองลูกชาย อย่างจะกินเลือดกินเนื้อ)
“  ไอ้พุ...มึง...ไอ้เด็กเกิดวันที่ 13 ...ไอ้ตัวซวย...!!! ”

เคยลองค้นดูเหมือนกันว่า เหตุใด? วันที่ 13 หรือเลข 13 
จึงเป็น เลขซวย หรือ วันซวย ที่ฝรั่ง(บางคน)ถือสากันนัก ? 
ก็ได้คำตอบมาว่า... ก่อนที่พระเยซูเจ้าจะถูกตรึงไม้กางเขนนั้น
ท่านได้ร่วมเสวยพระกระยาหาร กับสานุศิษย์ 12คน
ดังนั้นเมื่อรวมท่านเข้าไปด้วยก็คือ 13 คน !

ยิ่งหากว่าวันที่ 13นั่นตรงกับวันศุกร์ 
นับว่าเป็นวันมหาซวยเลยทีเดียว เพราะว่าพระเยซูถูกตอกตรึงในวันศุกร์...
ดูแล้วออกจะไร้สาระและไม่น่าจะเกี่ยวโยงกับความอัปมงคลใดๆ
แต่ก็มีบางคนพร้อมที่จะกลัว พร้อมที่จะเชื่อโดยไม่ตรองถึงเหตุผลใดๆทั้งสิ้น 
จึงน่าจะเกิดความรู้สึกเป็นบาป เป็นเรื่องเลวร้าย
โดยเฉพาะคำตรัสแก่สาวกในวันนั้น ที่กล่าวว่า...

“ จงรับเอาขนมปังไปกิน  และถือว่ามันคือเนื้อของเรา  ”

“ และ จงดื่มเหล้าองุ่น  และถือว่ามันคือเลือดของเรา ”

ดังนั้น สำหรับคนบางกลุ่ม(ซึ่งอาจจะไม่ใช่น้อยเลย)
ก็อาจเกิดความรู้สึกกลัว รู้สึกบาปกับประโยคดังกล่าว 
เพราะจิตไร้สำนึกเกิดการโยงกับความต้องการทำลายพ่อของตนเอง
อันเป็นความรู้สึกของเด็กวัย 3- 5 ขวบ ( ปมอิดิปุส )

เมื่อความคิดดังกล่าวเกิด...
ความรู้สึกผิด-บาป และกลัวการถูกลงโทษก็มักตามมาติดๆ

ดังนั้นเลข 13 กับความซวย
จึงมักถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน
จนเกิดความรู้สึกกลัว และรู้สึกรังเกียจของหลายๆคนในโลกนี้

...ในโลกที่มีผู้ใหญ่ประเภทไม่กล้าเผชิญกับความจริง ..จิตใจคับแคบ
ซึ่งมักจะป้ายโทษ-โยนบาปให้แก่ผู้ที่ด้อยกว่า อ่อนแอกว่า
 ...ไม่เว้นแม้แต่กับ ลูกแท้ๆของตัวเอง 
ให้ต้องตกอยู่ในฐานะ แพะรับบาป (Scapegoat)

อันเป็นกลไกของจิต( Defense Mechanism) ชนิดหนึ่ง
ที่บุคคลผู้มีความพร่องในจิตใจมักถูกนำมาใช้อย่างไม่รู้ตัว
เพื่อระบายความเครียด-คับข้องใจในทุกครั้งที่มีปัญหา 
( เช่นพลาดหวังในตำแหน่ง..  ล้มเหลวในชีวิต.. 
หรือผิดหวังในสารพัดเรื่อง.. ฯลฯ  )

โดยเขาช่างไม่แคร์เลยว่า
ผู้ที่กลายเป็นแพะนั้น
จะไม่ได้รับความเป็นธรรม
จะเจ็บปวดขมขื่น และเกิดเป็นบาดแผลทางใจ(Psychic trauma)
จนเรื้อรังกระทั่งมีผลร้ายต่อชีวิตในอนาคตของเด็กๆ

... เด็กๆ ที่เป็น ลูกแท้ๆของตนเอง...

ปมทางใจอันสำคัญยิ่งของน้ำพุ ... เริ่มต้นจากจุดนี้...
คือจุดที่แม้แต่พ่อแท้ๆยังมองว่าตนคือ ตัวซวย
อันเป็นสาเหตุทำให้พ่อต้องล้มเหลวในชีวิต

...ทำให้พ่อแม่ต้องทะเลาะตบตีกันไม่เว้นวัน
...หรือแม้แต่ทำให้พ่อต้องมีเมียน้อย!...ฯลฯ
... เพียงเพราะตนดันเกิดวันที่13 
อันเป็นวันซวย ตามความเชื่อฝังหัว ของบุคคลที่มีความงมงาย
และมีอคติทางใจสูง

ความขมขื่นอย่างต่อเนื่อง- ความคับแค้น
และ ความโกรธที่แสดงออกไม่ได้ ไม่รู้จักวิธีระบายออก
จึงกลายเป็นความเก็บกด และเกิดเป็นอารมณ์เศร้าซ่อนเร้น
กลายเป็นบุคลิกซึมเศร้า ติดตัวไปตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ 

การถูกพ่อปฏิเสธความรักตั้งแต่เด็ก
บวกกับความรู้สึกเหมือนโดนทอดทิ้งจากแม่
(ที่เขารักจนลุ่มหลง)ในหลายช่วงของชีวิต
ยิ่งเพิ่มความคับข้องใจ ตีค่าตนเองต่ำ(Low self esteem)
บวกกับความรู้สึกผิด-บาปทุกครั้งที่เกิด
ความชิงชังพ่อ – โกรธและน้อยอกน้อยใจแม่
ความเกลียดชังและขัดแย้งจึงผกผันเข้าสู่ตนเอง

เกิดเป็นพฤติกรรมทำลายตนเองทางอ้อม 
เช่น...   หนีเรียน  มั่วสุม  และติดยาเสพติด 
มีความคิดอยากฆ่าตัวตายอย่างไม่รู้ตัว
อันเป็นสัญชาตญาณอยากตาย(Death Instinct)
อันเป็นความรู้สึกที่ไม่สร้างสรรค์ที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกผู้นาม
นอกจากนั้น ฤทธิ์ของยาเสพติด จึงเสมือนเป็นทางออก
หรือเป็นประตูไปสู่ความคลายเครียด –คลายกลุ้ม
และ คลายเศร้า ที่เร็วและลัดที่สุดแล้ว
สำหรับเด็กวัยรุ่นที่มีพื้นฐานอ่อนแอและขาดไร้วุฒิภาวะ
โดยเฉพาะมีความตึงเครียดและคับข้องใจอยู่ตลอดเวลา (Tension- Conflict)
ส่วนผลเสียหายอันร้ายแรงที่จะตามมานั้น 
พวกเขายังไม่อยากไปคิดอะไรทั้งสิ้น....

“ปมทางใจ”  อันสำคัญของน้ำพุ(รับบทโดย อำพล ลำพู)นั้น
ผู้กำกับ(ในดวงใจ)ยุทธนามุกดาสนิท
ได้สะท้อนออกมาให้เห็นได้อย่าง(ค่อนข้าง)ชัดเจน  ในฉาก

“ ความฝันของน้ำพุ”ทั้งสองฉาก...

1...  ฝันในคืนที่น้าแพท(รับบทโดยเรวัติ พุทธินันท์)
-ว่าที่พ่อเลี้ยง เข้ามาอยู่ในบ้าน และเข้าไปนอนห้องเดียวกับแม่
คืนนั้นน้ำพุฝันว่า ...

“ พุอยู่นี่ฮะ...แม่...”  เสียงน้ำพุ(หนุ่ม)เรียกแม่ดังก้องกลางทุ่งกว้าง
ภาพในฝันสลับกลายเป็น
ภาพน้ำพุในวัยเด็ก( 4-5ขวบ อันเป็นปีที่พ่อทิ้งเขาไปอยู่กับเมียใหม่)

เด็กน้อยตะโกนเรียกแม่   “  แม่...จับว่าวให้หน่อย ”

แม่จึงจับว่าวของน้ำพุ แล้วปล่อยขึ้นฟ้า
ในขณะที่สายลมพัดผ่าน
แรงลมจึงช่วยให้ว่าวลอยสูงขึ้น..สูงขึ้น...
น้ำพุ(เด็ก)กระตุกสายป่านแล้ววิ่งไป 
แม่วิ่งตามว่าวที่ลอยละลิ่วอยู่บนฟ้า

ในฝันนั้น...เห็นแม่เอนกายลงนอนบนพื้นหญ้า
น้ำพุ(เด็ก)นั่งคุกเข่ามอบดอกไม้ให้แม่
ด้วยท่าทีดุจเจ้าชายมอบความรักและภักดีให้แก่เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ ...
แม่เอนตัวขึ้นมาหอมแก้มน้ำพุ(หนุ่ม) 
แล้วภาพก็เปลี่ยนเป็นน้ำพุ(เด็ก)ที่เอนตัวลงนอนแล้วกอดแม่อย่างแสนรัก...

2..  .ฝันในคืนสุดท้ายของชีวิต
ในขณะที่พิษของยาเสพติด กำลังแผ่ซ่านเข้าสู่หัวใจ...
ภาพน้ำพุ(เด็ก)กลางทุ่งกว้าง บรรยากาศชวนว้าเหว่ยิ่งนัก 
เขาตะโกนเรียกพ่อ เมื่อเห็นพ่อยืนอยู่ไกลลิบๆ 
น้ำพุ(หนุ่ม)ยิ้มร่า รีบวิ่งเข้าไปหาพ่อ พร้อมกวักมือเรียก

 “  พ่อ...  พ่อ...  พ่อคร๊าบบบบบบบ.......”

มือขวาก็กวักมือเรียก
ในขณะที่มือซ้ายถือสายป่านที่มีว่าวละลิ่วอยู่เบื้องบน 
แต่เมื่อเข้าใกล้พ่อ...น้ำพุ(เด็ก)ก็ต้องตกใจ...

เพราะรอยยิ้มของพ่อที่เห็นอยู่แต่ไกลๆนั้น
มันช่างดูน่ากลัวเมื่อเข้ามาใกล้ๆ
...ซ้ำแววตาก็มิใช่เอื้ออารีดังเช่นที่เขาโหยหามาแสนนาน...
แต่มันดูดุร้าย และเหี้ยมเกรียม...  และแล้ว 

พ่อก็เงื้อมมือที่ถือมีดด้ามใหญ่...ฟันฉับจนสายป่านของน้ำพุขาดผึง...
น้ำพุ(หนุ่ม)จึงเสียหล