ภาพยนตร์ไทยอมตะ
สะท้อนทัศนคติผิดๆ ที่เห็นลูกเป็น  “ตัวซวย!!!”

บทวิเคราะห์โดย... เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

“ น้ำพุ…”

“ จุดเริ่มต้น แห่งโศกนาฏกรรม ”

กำกับโดย... ยุทธนา มุกดาสนิท
แสดงโดย ... อำพล ลำพูน,ภัทราวดี ศรีไรรัตน์


ย่างเข้าเดือนมีนาคมทีไร 
ผมมักจะคิดถึงหนัง(ในดวงใจ)เรื่อง “น้ำพุ”เสมอ…
ทำไม ?  หลายท่านอาจสงสัย   

ครับ...คำตอบก็คือ วันที่ 13 มีนาคม(พ.ศ.2499)
คือ วันเกิดของ วงศ์เมือง นันทขว้าง หรือ “น้ำพุ”ที่ใครๆก็รู้จัก

 

เหตุที่ผมจำวันเกิดของน้ำพุได้
อาจเป็นเพราะ จดจำสองประโยคในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างแม่นยำ

1... ที่โรงพยาบาล เมื่อน้ำพุคลอด
พ่อ (รับบทโดยสุเชาว์ พงษ์วิไล) รำพันเบาๆ

“ เฮ้อ...เกิดวันที่ 13 ...ไม่ดีเลยเนอะ !”

แม่(รับบทโดยภัทราวดี    ) “ บ้าน่ะ ! นั่นมันความเชื่อของฝรั่ง ”

2...  ที่บ้าน 
เมื่อพ่อแม่ทะเลาะและตบตีกันในขณะที่น้ำพุ
(เด็กในวัยราว 4-5ขวบ)นั่งตัวสั่น เป็นลูกนกซุกอยู่ใต้บันได

พ่อ (ก่อนจะผลุนผลันออกจากบ้านหันไปมองลูกชาย อย่างจะกินเลือดกินเนื้อ)
“  ไอ้พุ...มึง...ไอ้เด็กเกิดวันที่ 13 ...ไอ้ตัวซวย...!!! ”

เคยลองค้นดูเหมือนกันว่า เหตุใด? วันที่ 13 หรือเลข 13 
จึงเป็น เลขซวย หรือ วันซวย ที่ฝรั่ง(บางคน)ถือสากันนัก ? 
ก็ได้คำตอบมาว่า... ก่อนที่พระเยซูเจ้าจะถูกตรึงไม้กางเขนนั้น
ท่านได้ร่วมเสวยพระกระยาหาร กับสานุศิษย์ 12คน
ดังนั้นเมื่อรวมท่านเข้าไปด้วยก็คือ 13 คน !

ยิ่งหากว่าวันที่ 13นั่นตรงกับวันศุกร์ 
นับว่าเป็นวันมหาซวยเลยทีเดียว เพราะว่าพระเยซูถูกตอกตรึงในวันศุกร์...
ดูแล้วออกจะไร้สาระและไม่น่าจะเกี่ยวโยงกับความอัปมงคลใดๆ
แต่ก็มีบางคนพร้อมที่จะกลัว พร้อมที่จะเชื่อโดยไม่ตรองถึงเหตุผลใดๆทั้งสิ้น 
จึงน่าจะเกิดความรู้สึกเป็นบาป เป็นเรื่องเลวร้าย
โดยเฉพาะคำตรัสแก่สาวกในวันนั้น ที่กล่าวว่า...

“ จงรับเอาขนมปังไปกิน  และถือว่ามันคือเนื้อของเรา  ”

“ และ จงดื่มเหล้าองุ่น  และถือว่ามันคือเลือดของเรา ”

ดังนั้น สำหรับคนบางกลุ่ม(ซึ่งอาจจะไม่ใช่น้อยเลย)
ก็อาจเกิดความรู้สึกกลัว รู้สึกบาปกับประโยคดังกล่าว 
เพราะจิตไร้สำนึกเกิดการโยงกับความต้องการทำลายพ่อของตนเอง
อันเป็นความรู้สึกของเด็กวัย 3- 5 ขวบ ( ปมอิดิปุส )

เมื่อความคิดดังกล่าวเกิด...
ความรู้สึกผิด-บาป และกลัวการถูกลงโทษก็มักตามมาติดๆ

ดังนั้นเลข 13 กับความซวย
จึงมักถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน
จนเกิดความรู้สึกกลัว และรู้สึกรังเกียจของหลายๆคนในโลกนี้

...ในโลกที่มีผู้ใหญ่ประเภทไม่กล้าเผชิญกับความจริง ..จิตใจคับแคบ
ซึ่งมักจะป้ายโทษ-โยนบาปให้แก่ผู้ที่ด้อยกว่า อ่อนแอกว่า
 ...ไม่เว้นแม้แต่กับ ลูกแท้ๆของตัวเอง 
ให้ต้องตกอยู่ในฐานะ แพะรับบาป (Scapegoat)

อันเป็นกลไกของจิต( Defense Mechanism) ชนิดหนึ่ง
ที่บุคคลผู้มีความพร่องในจิตใจมักถูกนำมาใช้อย่างไม่รู้ตัว
เพื่อระบายความเครียด-คับข้องใจในทุกครั้งที่มีปัญหา 
( เช่นพลาดหวังในตำแหน่ง..  ล้มเหลวในชีวิต.. 
หรือผิดหวังในสารพัดเรื่อง.. ฯลฯ  )

โดยเขาช่างไม่แคร์เลยว่า
ผู้ที่กลายเป็นแพะนั้น
จะไม่ได้รับความเป็นธรรม
จะเจ็บปวดขมขื่น และเกิดเป็นบาดแผลทางใจ(Psychic trauma)
จนเรื้อรังกระทั่งมีผลร้ายต่อชีวิตในอนาคตของเด็กๆ

... เด็กๆ ที่เป็น ลูกแท้ๆของตนเอง...

ปมทางใจอันสำคัญยิ่งของน้ำพุ ... เริ่มต้นจากจุดนี้...
คือจุดที่แม้แต่พ่อแท้ๆยังมองว่าตนคือ ตัวซวย
อันเป็นสาเหตุทำให้พ่อต้องล้มเหลวในชีวิต

...ทำให้พ่อแม่ต้องทะเลาะตบตีกันไม่เว้นวัน
...หรือแม้แต่ทำให้พ่อต้องมีเมียน้อย!...ฯลฯ
... เพียงเพราะตนดันเกิดวันที่13 
อันเป็นวันซวย ตามความเชื่อฝังหัว ของบุคคลที่มีความงมงาย
และมีอคติทางใจสูง

ความขมขื่นอย่างต่อเนื่อง- ความคับแค้น
และ ความโกรธที่แสดงออกไม่ได้ ไม่รู้จักวิธีระบายออก
จึงกลายเป็นความเก็บกด และเกิดเป็นอารมณ์เศร้าซ่อนเร้น
กลายเป็นบุคลิกซึมเศร้า ติดตัวไปตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ 

การถูกพ่อปฏิเสธความรักตั้งแต่เด็ก
บวกกับความรู้สึกเหมือนโดนทอดทิ้งจากแม่
(ที่เขารักจนลุ่มหลง)ในหลายช่วงของชีวิต
ยิ่งเพิ่มความคับข้องใจ ตีค่าตนเองต่ำ(Low self esteem)
บวกกับความรู้สึกผิด-บาปทุกครั้งที่เกิด
ความชิงชังพ่อ – โกรธและน้อยอกน้อยใจแม่
ความเกลียดชังและขัดแย้งจึงผกผันเข้าสู่ตนเอง

เกิดเป็นพฤติกรรมทำลายตนเองทางอ้อม 
เช่น...   หนีเรียน  มั่วสุม  และติดยาเสพติด 
มีความคิดอยากฆ่าตัวตายอย่างไม่รู้ตัว
อันเป็นสัญชาตญาณอยากตาย(Death Instinct)
อันเป็นความรู้สึกที่ไม่สร้างสรรค์ที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกผู้นาม
นอกจากนั้น ฤทธิ์ของยาเสพติด จึงเสมือนเป็นทางออก
หรือเป็นประตูไปสู่ความคลายเครียด –คลายกลุ้ม
และ คลายเศร้า ที่เร็วและลัดที่สุดแล้ว
สำหรับเด็กวัยรุ่นที่มีพื้นฐานอ่อนแอและขาดไร้วุฒิภาวะ
โดยเฉพาะมีความตึงเครียดและคับข้องใจอยู่ตลอดเวลา (Tension- Conflict)
ส่วนผลเสียหายอันร้ายแรงที่จะตามมานั้น 
พวกเขายังไม่อยากไปคิดอะไรทั้งสิ้น....

“ปมทางใจ”  อันสำคัญของน้ำพุ(รับบทโดย อำพล ลำพู)นั้น
ผู้กำกับ(ในดวงใจ)ยุทธนามุกดาสนิท
ได้สะท้อนออกมาให้เห็นได้อย่าง(ค่อนข้าง)ชัดเจน  ในฉาก

“ ความฝันของน้ำพุ”ทั้งสองฉาก...

1...  ฝันในคืนที่น้าแพท(รับบทโดยเรวัติ พุทธินันท์)
-ว่าที่พ่อเลี้ยง เข้ามาอยู่ในบ้าน และเข้าไปนอนห้องเดียวกับแม่
คืนนั้นน้ำพุฝันว่า ...

“ พุอยู่นี่ฮะ...แม่...”  เสียงน้ำพุ(หนุ่ม)เรียกแม่ดังก้องกลางทุ่งกว้าง
ภาพในฝันสลับกลายเป็น
ภาพน้ำพุในวัยเด็ก( 4-5ขวบ อันเป็นปีที่พ่อทิ้งเขาไปอยู่กับเมียใหม่)

เด็กน้อยตะโกนเรียกแม่   “  แม่...จับว่าวให้หน่อย ”

แม่จึงจับว่าวของน้ำพุ แล้วปล่อยขึ้นฟ้า
ในขณะที่สายลมพัดผ่าน
แรงลมจึงช่วยให้ว่าวลอยสูงขึ้น..สูงขึ้น...
น้ำพุ(เด็ก)กระตุกสายป่านแล้ววิ่งไป 
แม่วิ่งตามว่าวที่ลอยละลิ่วอยู่บนฟ้า

ในฝันนั้น...เห็นแม่เอนกายลงนอนบนพื้นหญ้า
น้ำพุ(เด็ก)นั่งคุกเข่ามอบดอกไม้ให้แม่
ด้วยท่าทีดุจเจ้าชายมอบความรักและภักดีให้แก่เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ ...
แม่เอนตัวขึ้นมาหอมแก้มน้ำพุ(หนุ่ม) 
แล้วภาพก็เปลี่ยนเป็นน้ำพุ(เด็ก)ที่เอนตัวลงนอนแล้วกอดแม่อย่างแสนรัก...

2..  .ฝันในคืนสุดท้ายของชีวิต
ในขณะที่พิษของยาเสพติด กำลังแผ่ซ่านเข้าสู่หัวใจ...
ภาพน้ำพุ(เด็ก)กลางทุ่งกว้าง บรรยากาศชวนว้าเหว่ยิ่งนัก 
เขาตะโกนเรียกพ่อ เมื่อเห็นพ่อยืนอยู่ไกลลิบๆ 
น้ำพุ(หนุ่ม)ยิ้มร่า รีบวิ่งเข้าไปหาพ่อ พร้อมกวักมือเรียก

 “  พ่อ...  พ่อ...  พ่อคร๊าบบบบบบบ.......”

มือขวาก็กวักมือเรียก
ในขณะที่มือซ้ายถือสายป่านที่มีว่าวละลิ่วอยู่เบื้องบน 
แต่เมื่อเข้าใกล้พ่อ...น้ำพุ(เด็ก)ก็ต้องตกใจ...

เพราะรอยยิ้มของพ่อที่เห็นอยู่แต่ไกลๆนั้น
มันช่างดูน่ากลัวเมื่อเข้ามาใกล้ๆ
...ซ้ำแววตาก็มิใช่เอื้ออารีดังเช่นที่เขาโหยหามาแสนนาน...
แต่มันดูดุร้าย และเหี้ยมเกรียม...  และแล้ว 

พ่อก็เงื้อมมือที่ถือมีดด้ามใหญ่...ฟันฉับจนสายป่านของน้ำพุขาดผึง...
น้ำพุ(หนุ่ม)จึงเสียหลัก ล้มกลิ้งจากเนินเขาลงไปยังเบื้องล่าง...

ปี 1900... ปรมาจารย์ทางจิตวิเคราะห์
ซิกมันด์ ฟรอยด์ เผยแพร่งานวิจัยชุด Interpretation Dreams
เขานำเสนอแนวคิดที่ว่า..

“ความฝัน คือ กุญแจวิเศษที่จะไขความลับถึงก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ 
มันไม่ใช่เป็นลางสังหรณ์ หรือทำนายอนาคต
แต่มันสะท้อนถึงความรู้สึกที่ซ่อนเร้นต่อเหตุการณ์ –อันเลวร้าย ในอดีต”
 
“มันแฝงตัวอยู่ในจิตไร้สำนึก
และตีแผ่ให้เห็นได้ในห้วงฝันด้วยสัญญลักษณ์ (Symbol) ต่างๆ
เพราะว่าหากมันไม่ถูกแปลงรูปซะใหม่ แต่เผยออกมาตรงๆจะๆแล้ว
เจ้าของความฝันก็อาจตื่นตกใจ ด้วยความหวาดกลัว กระทั่งอาจถึงกับช็อค ! ”


 
ดังเช่น....   “ว่าว”ในฝันของน้ำพุ คืออะไร?       
ตอบ... ว่าว คือสัญลักษณ์แทน อวัยวะเพศ   
การลอยละลิ่วฉวัดเฉวียนอยู่บนท้องฟ้า
ให้ความรู้สึกอิสรเสรี เหนือกฎเกณฑ์ 
และ ปลอดจากความรู้สึกผิด-บาปใดๆ

เด็กผู้ชายวัย 3 - 5ขวบนั้น
จะเรียกได้ว่าเป็น วัยหลงแม่ (และหึงพ่อ)  ก็ย่อมได้

ซิกมันด์ ฟรอยด์ ได้กล่าวว่า 
...เด็กมีความรักแม่อย่างท่วมท้น แต่กลับชิงชังพ่อ (Oedipus Complex)
เห็นพ่อเป็น คู่แข่งที่ได้เปรียบในทุกประตู 
จึงทำให้เกิดความกลัวว่าพ่อจะรู้ถึงความประสงค์ร้ายของตน
และในที่สุด พ่อก็จะทำการ “แก้แค้น”...โดยการ...
ตัดอวัยวะเพศของตน!  (castration Fear )
ดังเช่น ...พ่อ ใช้มีดฟันฉับ  จนสายว่าวของน้ำพุขาดผึง !....

“ตัวตนที่ไร้ค่า-จึงไม่พ้นภัยยาเสพติด...”


“เออ...พุ...อาทิตย์หน้าแม่ต้องไปอิตาลีนะ ...
แหม..อย่าทำหน้าหยั่งงั้นซิ..
น่า..นะ ไปแค่ 2 – 3 เดือนเอง”

“ โธ่...แค่เขียนต้นฉบับมือก็จะหงิกอยู่แล้ว  ”
(แม่ตอบ เมื่อพุตัดพ้อว่า
ตลอดที่อยู่เมืองนอกนั้นแม่ไม่เคยเขียนจดหมายถึงเขาเลย  ”

และ ในที่สุด...    “ แม่... พุติดยา..._!”

ความรักของน้ำพุที่มีต่อแม่นั้น
คือความรักความผูกพันที่ติดตรึง(Fixation)
และ เกาะเกี่ยว(over Independent)
ติดตรึงในความรู้สึกของการได้ครอบครองแม่แต่เพียงผู้เดียว
เหตุเพราะคนเป็นพ่อทิ้งลูกทิ้งเมีย
และลูกเองก็คงได้รับข้อมูลด้านลบของพ่อจากปากแม่อยู่เสมอ
เกาะเกี่ยวผูกพัน ชนิดที่ถ้าเป็นไปได้
จะขอเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของแม่เลยทีเดียว
หนำซ้ำยังกลัวตลอดเวลาว่าแม่จะพรากจากไป
เช่นเดียวกับพ่อที่เคยทิ้งเขามาแล้ว

ความรู้สึกทั้งสองประการนี้
ได้เกิดขึ้นในใจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่
โดยไม่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างสมวัย
จนเกิดกลายเป็นบุคลิกของคนที่มีภาวะต้องการความพึ่งพาสูง
ดังกาฝากหรือไม้เลื้อย( Hopeless character)
ที่จำต้องเกาะเกี่ยวเหนี่ยวพันต้นไม้ใหญ่อยู่ร่ำไป

แต่ทว่า
การเป็นได้แค่ไม้เลื้อย
ที่โอนเอนออเซาะเป็นลูกแหง่ติดแม่เช่นเขานั้น
ดูจะขัดกับภาพพจน์ที่เข้มแข็งบึกบึนแบบบุรุษเพศทั่วไป 
เขาเองก็ต้องการเป็นเช่นที่สังคมยอมรับ แต่ก็......

1 )  พ่ายแพ้แก่จิตส่วนลึก
ที่คอยตอกย้ำแก่ตนเสมอว่า...
แกมันคนอ่อนแอไร้พลัง และดูแลตัวเองไม่ได้เลย  

ดังนั้น “ยาเสพติด”
จึงเป็นหนทางแห่งการคลายเครียดคลายความขัดแย้งในใจตนเอง
ซึ่งออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว
หลุดจากชีวิตหม่นเศร้าแล้วลอยไปสู่โลกอันประหลาดล้ำ
ส่วนผลร้ายแรงที่จะตามมา
ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังนี้ มักจะไม่ต้องการคิดถึง

2 )  ยิ่งฝังใจกับคำว่า “แกมัน...ตัวซวย”
ที่คนเป็นพ่อคอยตอกย้ำตั้งแต่เขายังอยู่ในวัยอนุบาล
ในวัยที่ยึดตนเองว่าคือศูนย์กลางของจักรวาล (ego centric)
... การหย่าร้างของพ่อแม่จึงเป็นความผิดของตนแต่เพียงผู้เดียว!...
ความรู้สึกชิงชังตนเองดังกล่าวกลายมาเป็น

ปมต้องการทำลายตัวเอง(self destructiveness`)
ที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเขา-อย่างไม่รู้ตัว

3 )ความกลัวการพรากจาก 
การรู้สึกเหมือนโดนทอดทิ้ง เหมือนเป็นส่วนเกินที่แปลกแยก
... เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่หนุ่มน้ำพุผู้ว้าเหว่หันมาเสพยา
ดังจะยึดคติเช่นเดียวกับมนุษย์พ่ายชีวิตผู้เปราะบาง
และสิ้นหวังทั้งหลาย นั่นคือ...

เมื่อฉันทำสิ่งดีๆกลับไม่มีใครสนใจ
งั้นคงต้องทำสิ่งเลวๆเผื่อจะมีใครสนใจ
...ครั้นใครๆก็สนใจเมื่อทำสิ่งเลว
ก็กลับเป็นแรงเสริมให้กระทำสิ่งผิดๆหนักหน่วงขึ้น
         
กรณีของน้ำพุก็เช่น...ในขณะที่ทั้งแม่ และพี่สาว
น้องสาวต่างพากันต้อนรับ และชื่นชม
“น้ารัน”...น้ำพุกลับต้องเสพยาหนักขึ้น
เพื่อลบความขัดแย้งในใจและเพื่อลืมทุกข์
ในขณะที่จิตส่วนที่แฝงเร้นนั้น...กลัวถูกทอดทิ้ง
และ ต้องการให้คนในครอบครัวอันเป็นที่รักนั้นหันมาสนใจ
ห่วงใยเขาให้มากๆกว่าที่เป็นอยู่

4 ) ความรู้สึกหม่นเศร้าที่สั่งสมภายในจิตใจมาตั้งแต่เด็ก
บวกกับความกลัวการพลัดพรากจากแม่ที่นับวัน
จะกลายเป็นความจริงเข้าทุกที
(โดยเฉพาะเมื่อน้ารันก้าวเข้ามาในชีวิตของแม่)
การเข้าสู่วังวนของคนเสพยา
ทำให้แม่และพี่น้องหันกลับมาเอาใจใส่เขามากขึ้น

5 ) ในภาพยนตร์เรื่อง “น้ำพุ”... 
ตลอดระยะ10วันกว่า ที่น้ำพุต้องเข้าไปอดยาที่วัดถ้ำกระบอก
แม่ไม่เคยไปเยี่ยม
หรือแม้แต่เขียนจดหมายไปให้กำลังใจลูกชายเลยแม้แต่ฉบับเดียว
...และเมื่อน้ำพุกลับมาอยู่ที่บ้าน
แล้วทวงถามถึงจดหมาย10ฉบับ จากน้ำพุถึงแม่
(เขาเขียนในเชิงบทบันทึกระหว่างที่อดยาที่ถ้ำกระบอก)
ที่ฝากแม่ช่วยลงนิตยสาร(ฉบับที่แม่เป็นบ.ก.)

ก็กลับได้รับคำตอบจากแม่ว่า...

 “เฮ้อ...ยังไม่มีเวลาอ่านเลย..”(ทั้งๆที่อ่านจนพรุนแล้ว) 
ดูเหมือนว่าคนเป็นแม่ช่างแล้งน้ำใจนัก
แต่หากวิเคราะห์กันอย่างลึกซึ้งแล้ว
นั่นหมายถึงความปวดร้าวของคนที่เป็นแม่!
ที่รู้สึกว่าตนนั้นช่างอ่อนแอดูแลลูกไม่ได้
แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะยอมรับความบกพร่องในส่วนนี้ของตน
จึงพยายามจะปกป้องตัวเอง
และไม่พร้อมที่จะเผชิญกับความจริงที่ว่า...

บัดนี้ลูกชายคนเดียวของตน...กำลังติดยาเสพติดเข้าขั้นวิกฤตแล้ว!!!

ดังนั้น
ความสัมพันธ์ของแม่ลูกคู่นี้
จึงมีความรู้สึกที่สลับกันไปๆมาๆ ระหว่าง
การหมกมุ่นดูแลที่มากจนเกินเหตุ( Enmeshment)
และ ทำห่างเหินเหมือนไม่ใส่ใจ (abandonment)

6 )พฤติกรรมของลูกชายที่สร้างความเดือดร้อนกลุ้มใจให้คนที่เป็นแม่
กลับทำให้สามศรีพี่น้องทำตัวเป็น“เด็กดี”ยิ่งขึ้น   
เช่น    เอาใจใส่แม่มากขึ้น  ตั้งใจเรียนหนังสือยิ่งขึ้น
ดูแลบ้านช่องดียิ่งขึ้น ฯลฯ.... .

แต่ก็มักจะตกอยู่ในความตึงเครียด รู้สึกผิด
และยากจะผ่อนคลายจากความรู้สึกไม่สบายใจที่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ

7 )  ความใกล้ชิด และแสวงหากิจกรรมที่สร้างสรรค์ร่วมกัน
คืออีกหนทางที่ลูกจะพ้นจากภัยยาเสพติด
แม้จะเป็นช่วงวัยรุ่น ที่มีสภาพตีกลับ
โดยเฉพาะแผลในใจที่สั่งสมมาตั้งแต่วัยเยาว์
และกลับปะทุขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยแห่งพายุบุแคม  
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลง
หรือปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้นไม่ได้เลย

การเปิดใจรับฟัง การพูดคุยในเชิงปรึกษาหารือ
อย่างถนอมน้ำใจกัน และแสวงหากิจกรรมดีๆที่จะมาทำร่วมกัน 
 เช่น...      ช่วยกันจัดบ้านให้สดใสน่าอยู่ยิ่งขึ้น
พากันไปเล่นกีฬา  เรียนดนตรี     เรียนศิลปะ
แข่งแรลลี่ครอบครัว  ท่องป่าเชิงอนุรักษ์  ศึกษาธรรมะ 
(หรือกิจกรรมเน้นความรักความเข้าใจในครอบครัว
ที่หน่วยงานด้านสุขภาพจิตของรัฐ หรือของเอกชนจัดขึ้น )

เหล่านี้ล้วนทำให้วัยรุ่น เกิดทัศนคติที่ดีต่อชีวิต 
ต่อครอบครัว  และต่อตนเอง 
เกิดเป็นความสุขสงบ และหนักแน่นขึ้น

8 )  เด็กวัยรุ่นที่ติดยาเสพติดมีไม่น้อยเลย
ที่แทบไม่มีสิทธิมีเสียงอะไรเลยเมื่ออยู่บ้าน
ในครอบครัวที่พ่อแม่วางตัวดังแม่ทัพนายกอง
ส่วนลูกๆเปรียบดังทหารปลายแถว
ที่มีหน้าที่เพียงรอรับคำบัญชาการ 

แต่....บ้านไม่ใช่สนามรบ
การสื่อสารในครอบครัวเช่นนี้จึงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
เพราะนั่นคือการสื่อสารแบบวันเวย์  

จะดีกว่าหรือไม่?
หากบ้านจะเป็นสถานที่ผ่อนคลาย
สบายใจสำหรับผู้ร่วมชายคา
ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
รับฟังปัญหากันด้วยความเข้าใจ ถนอมน้ำใจ
และไร้เสียงด่าทอ หรือทุบตีกัน   

ดังนั้นหากไม่ต้องการให้ลูกติดยาเสพติด 
โปรดสร้างบรรยากาศแห่งประชาธิปไตย
ให้เกิดขึ้นในครอบครัวให้จงได้... 
จงสร้างการสื่อสารแบบทูเวย์ขึ้นในบ้านขึ้นให้จงได้.....

9) ไม่น่าเชื่อ...ที่ยุคนี้ยังมีผู้ใหญ่อีกมาก 
ที่เก็บกดการแสดงความรู้สึกดีๆให้ลูกได้รับรู้ 
เมื่อลูกทำดีกลับทำเฉย 
แต่พอลูกพลาดเข้าหน่อยก็ด่าอย่างสาดเสียเทเสีย

ดังนั้น สิ่งที่เด็กๆได้รับคือ
ต้องเก็บกดโทสะ(ที่พ่อแม่จุดขึ้น) กลายเป็นความก้าวร้าวเงียบ
และเกิดเป็นอารมณ์ซึมเศร้าในเวลาต่อมา 
พวกเขามากมายที่เดินเข้าสู่วังวนแห่งการเสพยา
และสิ้นใจตายอยู่ในวังวนอุบาทว์นั้น

จงอย่ารักและชื่นชมลูกอยู่เพียงในใจ 
จงให้รู้ว่าเขามีค่าต่อพ่อแม่มากเพียงใด
จงโอบหลัง โอบไหล่  กอด  หอมแก้มลูกๆของคุณ
  
แล้วพวกเขาจะรู้สึกได้ถึงคุณค่าแห่งตน
และจะมีความมั่นคงในจิตใจ
มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ 

ทั้งหมดนี้คือ
เกราะคุ้มกันอันเข้มแข็งมี่ภัยยาเสพติดใดๆในโลกไม่มีทางแผ้วพานได้เลย.....

ข้อคิดสำคัญจาก
คุณหมอทรงเกียรติ  ปิยะกุล  ผอ.จิตเวช
รพ.เซนต์แอนโทนี่  สหรัฐอเมริกา 
จิตแพทย์ตัวอย่าง-ประจำปี พ.ศ.2538

  
“เด็กที่มีมุมมองในแง่ดีต่อตนเอง
รู้แจ้งว่าของดีตนมีอยู่ มีศักดิ์ศรี
แต่ไม่โอ้อวด เรียกว่ามีกึ๋นอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ...
มีโอกาสติดยาเสพติดน้อยมาก...

ดังนั้นควรฝึกลูกให้นึกถึงสิ่งที่ดีงามประจำตัว
และฝึกชมสมาชิกในครอบครัววันละอย่างน้อยก็สองอย่าง...
ฝึกมองข้อดีของผู้อื่น  ฝึกให้กำลังใจตนเอง และ ผู้อื่น
ยิ่งเราคิดดีต่อตนเองเท่าไร ย่อมไม่อยากลองยาเท่านั้น ... 
ให้ส่งจิต-สู่ใจ ด้วยไมตรีเป็นนิจศีล     ”

http://www.csip.org/
http://www.thaisafeplay.com/
http://adisak.blog.mthai.com/
http://adisak-channels.blog.mthai.com/

04-2008

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

...
เห็นด้วยค่ะ กับประโยคที่ว่า
"จงอย่ารักและชื่นชมลูกอยู่เพียงในใจ
จงให้รู้ว่าเขามีค่าต่อพ่อแม่มากเพียงใด
จงโอบหลัง โอบไหล่ กอด หอมแก้มลูกๆของคุณ"

อย่างเรา สอบเข้าโรงเรียนที่หวังไว้ได้
อยากได้คำชม แต่ได้เพียงคำพูด 'ดีแล้ว'
พอลองสอบโรงเรียนที่ดีกว่านี้ แต่ไม่ติด กลับได้ 'ความเงียบ' และ 'ไม่พอใจ' มันทำให้ไม่มีกำลังใจ
ยิ่งดุ ยิ่งว่า ยิ่งแย่ --

Hot! Hot! Hot! ให้ดาว!

#1 By * a o M * on 2008-04-20 14:22

อ่านแล้วประทับใจ ได้ความรู้เยอะมากๆ

เอาไปเลยค่ะ
Hot! Hot! Hot!

#2 By ゴッチ on 2008-04-20 14:39

ยาวอลังการ แต่อ่านแล้ว

อยากกลับไปดูจริงๆเลย ไม่เคยดูเวอร์ชั่นนี้sad smile

#3 By sebin_เซบิน on 2008-04-20 14:48

เคยดูแต่ตอนนั้นเด็กมาก เลยไม่เข้าใจอะไรเลยยยยยย
เลยเบื่อ แต่ตอนนี้มาอ่านดูแล้ว อยากจะดูอีกสักรอบHot! Hot! Hot! Hot! big smile

#4 By aome on 2008-04-20 15:44

อ้าว มาเปิดบล็อกที่นี่ด้วย เจิมครับ confused smile Hot!

#5 By ตุ้ย since 2006 on 2008-04-20 16:39

ชอบมากเรื่องนี้ ขนาดวิชาภาษาไทยเค้ายังมห้ทำรายงานเรื่องนี้เลยคับ

#6 By analog_akatsuki on 2008-04-20 16:42

โอ้โห...วิจารณ์ได้ละเอียดดีมากเลยครับ wink

Hot!

#7 By on 2008-04-20 17:10

ให้ดาว Hot!
วิเคราะห์ภาพยนตร์เชิงจิตวิทยา

เห็นภาพมากขึ้นว่าเรื่องราวในภาพยนตร์
ชีวิตจริงดีๆนี่เอง

#8 By antzzer on 2008-04-20 17:10

โดยส่วนตัวไม่ชอบเรื่องเครียดๆ เลยไม่คิดคว้าเรื่องนี้มาอ่าน หรือดูละครเรื่องนี้เลย เพราะไม่อยากสะเทือนใจ
แต่คงจะต้องเอาหนังสือเรื่องนี้มาอ่านสักรอบแล้วล่ะ

#9 By General เบ๊ on 2008-04-20 17:48

Hot! ชอบสุดๆ เลยค่ะ
ทำให้เห็นเลยว่าเราได้อะไรจากหนัง-ละคร มากกว่าแค่ดูแล้วผ่านไป

#10 By p-i-e on 2008-04-20 19:02

Hot! Hot! Hot!

น้ำพุ (เวอร์ชั่น เติ้ล ตะวัน) เป็นเวอร์ชั่นเดียวที่ผมเคยดูครับ
(เพราะเกิดทันอยู่เวอร์ชั่นเดียว)

ผมชอบเรื่องนี้มาก

จำได้ว่า ไม่ยอมไปเที่ยวไหนเลย เพราะจะรอดูเรื่องนี้


เพราะเรื่องน้ำพุนี่แหล่ะครับ

ที่ทำให้ผม รู้จัก ยาเสพติดเป็นครั้งแรก (คือ แค่เห็นก็ไม่อยากแล้วนะครับ ไม่ใช่ว่าลองตาม)


เรื่องนี้เป็นตัวสะท้อนที่ชัดเจนครับว่า สถาบันครอบครับเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดในสังคม

#11 By D û D e ` z on 2008-04-20 19:03

หืมมม!! เคยอ่านตอนมัธยมต้นเป็นหนังสือนอกเวลาน่ะครับ แต่อ่านไปไม่ได้คิดอะไรแฮะ มาเจอแบบตอนนี้ทัศนคติเปลี่ยนไป....เออ มันมีแง่คิดขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย =- ='

สงสารเค้านะครับนั่น Hot!
จงอย่ารักและชื่นชมลูกอยู่เพียงในใจ
จงให้รู้ว่าเขามีค่าต่อพ่อแม่มากเพียงใด
จงโอบหลัง โอบไหล่ กอด หอมแก้มลูกๆของคุณ

ผมลืมไปแล้วว่าผมได้เจอรับเหล่านี้นี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ หรืออาจจะไม่มีเลย แต่ถ้าผมมีลูก ผมอยากจะทำให้ได้อย่างสามประโยคนี้ครับ
วิเคราะห์ได้ลึกซึ้งมากเลยค่ะ

ชอบเอนทรี่นี้จัง

ว่าแล้วก็จึ้ก!!Hot!

#14 By pradchan on 2008-04-20 23:32

เคยดูรุ่นของตะวัน จารุจินดา(มั้ง..) ตอนนั้นดูแล้วร้องไห้เลย

จงอย่ารักและชื่นชมลูกอยู่เพียงในใจ
จงให้รู้ว่าเขามีค่าต่อพ่อแม่มากเพียงใด
จงโอบหลัง โอบไหล่ กอด หอมแก้มลูกๆของคุณ

เห็นด้วยอย่างแรง ถึงยูจะไม่ได้อยู่กับแม่ แต่อยู่กับพ่อ พ่อก็ไม่ค่อยชม ไม่โอบหลัง โอบไหล่ ไม่แสดงความรู้สึกว่ามีค่าแค่ไหน แต่ยูก็รู้ว่าพ่อรักยูมาก open-mounthed smile

สุดๆไปเลยค่ะเอนทรีนี้ Hot!

ปล.อยากกอดแม่ แต่แม่อยู่ต่างจังหวัด แถมอยู่กะพ่อใหม่ด้วย
อื้ม อ่านแล้วร้องไห้เลยค่ะ
เวลาบางคนลูกทำอะไรดีๆก็ไม่เคยจะชมเลย
พอลูกทำอะไรไม่ดีหน่อยก็ด่าซะแล้ว

บางทีเด็กบ้านคนที่เค้าก้าวร้าว มันไม่ใช่เพราะเค้าหรอก
มันเป็นเพราะพ่อแม่ตั่งหาก

Hot! Hot! Hot!
ขอขอบคุณมากๆๆๆนะครับ สำหรับทุกท่านที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยียน และแสดงความคิดเห็น
ประทับใจทุกคอมเม้นท์เลยหละครับ

ผมเองนั้น...หวังอยู่ลึกๆเสมอมาว่า อยากให้เด็กๆ(ทุกๆๆคนในโลก)มีความสุข มีความแจ่มใสมากขึ้น
กว่าที่เป็นอยู่...
และแวดล้อมด้วยผู้คนที่เอาใจใส่ และเข้าใจพวกเขา...ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่...

ครับ...มีสิ่งใดจะให้ปรับปรุงเพิ่มเติม ก็กรุณาเสนอมาได้อย่างเต็มที่เลยนะครับ
ดีใจมากๆที่มีพื้นที่แห่งนี้ เพื่อที่ผมและคุณๆจะได้ใกล้ชิดกันยิ่งๆขึ้น
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณ "คุณแบงค์"อย่างที่สุด(แม้ว่าเจ้าตัวไม่อยากให้เปิดเผยก็ตาม)ผู้มีน้ำใจต่อผมตลอดมา
และทำให้พื้นที่ของเราแห่งนี้เป็นความจริง........

#17 By เปรมปพัทธ(ไบโอสโคป) (202.28.169.165) on 2008-04-21 16:05

ชอบเรื่องน้ำพุมาก ๆ เลยค่ะ
เคยดูแต่เวอร์ชั่นละครที่ เติ้ล เล่นอ่ะค่ะ
อยากดูเวอร์ชั่น อำพล มั่งจัง

#18 By ]]More ThaN 1 DegreE[[ (61.7.133.101) on 2008-04-21 17:31

Hot! Hot! ประทับใจค่ะ

#19 By ViXeN_VV of ::.Gozetta.:: on 2008-04-21 17:38

โดนใจฮะ
จงอย่ารักและชื่นชมลูกอยู่เพียงในใจ
จงให้รู้ว่าเขามีค่าต่อพ่อแม่มากเพียงใด
จงโอบหลัง โอบไหล่ กอด หอมแก้มลูกๆของคุณ
Hot! Hot!

#20 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2008-04-21 17:55

ยังไม่เคยดู เรื่องนี้ เลย ครับ แต่ผมกลับ ชอบ เลข 13 นะ Hot!

#21 By blueblurryeyes on 2008-04-24 13:58

Hot! Hot! Hot!
โดนอีกแล้ว โดน...

#22 By dimoroc on 2008-04-24 17:32

เคยดูแต่เวอร์ชั่นเติ้ลตะวันอ่ะ น่าสงสารมากมาย มันสะท้อนสังคมได้หลายๆด้านเลยเนาะ พระจันทร์สีน้ำเงินมันดูเศ้ราจัง

#23 By fangkhaow on 2008-04-24 22:25

“ ของเล่นอันตราย ... แลก ...ของเล่นปลอดภัย ”

หากลูกๆหลานๆของคุณเคยมีประสบการณ์อันเลวร้าย ...
เช่น โดนปืนอัดลมยิงใส่ - ตุ๊กตุ่นติดคอ – นิ้วติดในของเล่น – ไอ้ตัวพองน้ำเข้าปาก
- ลูกแก้วเข้ารูจมูก – ดินน้ำมันเข้าหู..... ฯลฯ .....

*** ขอเรียนเชิญมาเล่าสู่กันฟังนะครับ... เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจ เพื่อความปลอดภัยแก่เด็กๆทุกคน

แต่...อย่าลืม ! เอาของเล่นอันตรายชิ้นนั้นมาด้วยนะครับ
เพื่อมาแลกกับ .................ของเล่นใหม่เอี่ยม และ ปลอดภัย............
ฟรี !!!

แล้วพบกันนะครับ ....ในงานคุ้มครองผู้บริโภคของไทย
29 – 30 เมษายน 2551( 8.00 – 16.30 )
ณ ห้องบอลรูม ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ กรุงเทพมหานคร
โซนที่ 1 บู๊ท A7


แจ้งข่าวโดย …….. ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะ ( 085- 9215297 )

ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี ( 02-6449080-81 ) www.csip.org

#24 By เปรมปพัทธ(ไบโอสโคป) (202.28.169.165) on 2008-04-25 09:48

จำได้ว่าดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ที่หาดใหญ่
เพราะเป็นหนังที่ตรงกับหนังสืออ่านนอกเวลา เข้าไปดูแบบงงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องเลย
แต่ตอนหลังมาอ่านเอง และทราบชีวิตผู้แต่ง ชักชอบขึ้นครับ

#25 By คนขับช้า on 2008-07-22 18:03

ผมอยากดูอีกรอบอะครับ หรืออยากมีเก็บไว้พอมีวิธีไหนบ้าง ติดต่อผมได้ที่ hanoly_rpg@hotmail.com

#26 By โอ (58.147.47.94) on 2008-09-20 02:21

confused smile

#27 By mp3 (117.47.182.20) on 2009-07-04 20:47

ผมมีหนัง น้ำพุ(อำพลแสดงนำ) อยู่ครับ ใครอยากได้เมลล์มาหาผมได้นะครับ peetshop@hotmail.com ขอค่าแผ่นค่าส่งแค่นั้นครับ

#28 By พีท (124.120.83.182) on 2009-10-11 00:07

น้ำพุเป็นคนน่ารัก

ทัมมัยไปเสพยาได้

เส้า

#29 By ......... (112.142.175.239) on 2009-11-17 20:39