ขอแนะนำภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม
ที่สะท้อนปัญหาการทารุณกรรมเด็ก
เรื่อง...

จันดารา
“แพะรับบาป”

บทความโดย...   เปรมปพัทธ  ผลิตผลการพิมพ์
( นักเขียนแนววิเคราะห็ภาพยนตร์ ในเชิงจิตวิทยา)

กำกับ  ...นนทรีย์ นิมิบุตร
บทภาพยนตร์ ...ศิรภัค เผ่าบุญเกิด
จากบทประพันธ์ของ ... อุษณา เพลิงธรรม

“แพะรับบาป” (Scapegoat Theory) คือ
อีกหนึ่งทฤษฎีของปรมาจารย์ทางจิตวิทยาซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)
อันหมายถึงบุคคล (หรือวัตถุ) ที่ถูกกล่าวร้ายป้ายโทษ อย่างไร้ความเป็นธรรม
จากคนที่เต็มไปด้วยโมหะจริต
 
ตัวอย่างของมนุษย์ประเภทเจ้าอคตินี้ ได้แก่
คุณหลวงแห่งสกุลวิสนันท์(สันติสุข พรหมสิริ)
และ “แพะ”อันเป็นเหยื่อบูชายันต์ของเขาก็คือ
นายจัน วิสนันท์ (เอกรัตน์ สารสุข) หรือ...จันดารา 
หรือ ... “ไอ้เด็กจัญไร!!”... จากเสียงที่แผดลั่นสำแดงความเกลียดชังของคุณหลวง 

“ครับ.. ไอ้เด็กจัญไร ...เขาใช้คำนี้กับผมจนติดปาก และติดหูผมมาตั้งแต่จำความได้”
จันสาธยายอย่างขมขื่น

“ผมเกิดมา เมื่อแม่ตายแล้ว”
และนี่คือเหตุให้ความโกรธเกลียดท่วมท้นหัวใจของคุณหลวง
ทั้งความชิงชังก็สั่งสมมาตั้งแต่จันอยู่ในท้องแม่แล้ว

เมื่อย้อนอดีตไป แม่ของจันคือเศรษฐีนีวัยไม่เกิน 20
ที่ต้องเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าบ่าวเสื่อผืนหมอนใบ แต่มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงคุณหลวง
ผู้มาพร้อมเงื่อนไขเกี่ยวกับอามิสสินจ้าง เพื่อเป็นสามีเพียงในนาม
ตามที่ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจัดหาให้ แลกกับการช่วยล้างอายให้แก่ฝ่ายหญิงและวงศ์ตระกูล
เพราะหล่อนถูกเหล่าโจรร้ายรุมโทรมจนท้องก่อนแต่ง ! 
แม่ของจันเป็นหญิงที่หน้าตาอ่อนโยนสวยเศร้า
เป็นสตรีที่รูปโฉมสะคราญ และร่ำรวย 
แม้คุณหลวงจะภาคภูมิใจว่า บัดนี้ตนได้ครองเพชรงาม
แต่เขาต้องขุ่นใจทุกครั้งที่คิดขึ้นได้ว่า แท้แล้วนี่คือเพชรร้าวที่เคยโดนย่ำยี
 ...เด็กในท้องของภริยาก็คือ   ตัวแทนของไอ้(ฝูง)โจรผู้พร่าพรหมจรรย์(แทนที่จะเป็นเขา)
 ...มันคือเลือดชั่ว ที่จะโผล่มาเย้ยให้เขาปวดใจ!

ทฤษฎีแพะรับบาปของฟรอยด์กล่าวว่า 
 “ความคับข้องใจ นำมาซึ่ง ความก้าวร้าว” ความริษยาไอ้พวกโจร
 คือความคิดอันไร้สาระ ที่คุณหลวงต้องซุกซ่อนกดเก็บไว้อย่างทรมาน
และในที่สุดมันก็ถูกระบายออก (Displacement) ไปยังผู้ที่ไร้การโต้ตอบ
ซึ่งก็คือเด็กน้อยจันตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เนื่องจากมันคือ “เชื้อโจร” ในความรู้สึกของคุณหลวง
ยิ่งเมื่อคุณดาราเสียชีวิตหลังคลอด เขาก็ยิ่งโยนร้ายป้ายโทษ(Projection) ว่าเด็กเชื้อชั่วคนนี้คือตัวซวย
ที่ถ้าไม่เห็นแก่น้าวาด (วิภาวี เจริญปุระ) เขาก็คงหักคอมันทิ้ง ตั้งแต่วินาทีแรกที่โผล่จากท้องแม่
แต่ถึงกระนั้น ชีวิตของเด็กชายจัน ดารา ก็หาความสงบสุขไม่ 
ตลอดชีวิตเขาต้องเจ็บร้าวทั้งกายและใจ ด้วยน้ำมือของ คนที่ชื่อได้ว่าเป็น “พ่อ”

คุณหลวง(ในเรื่อง) คือมนุษย์ประเภทใด ในสายตาของนักจิตวิทยา ?

1... อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย
2... มีพฤติกรรมก้าวร้าว  รุนแรง
3... ไม่สามารถแยกแยะเหตุผลได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม
จึงมักจะเข้าข้างตนเอง และโยนความผิดให้ผู้อื่น
4...  เปลือกนอกดูดีมีเสน่ห์ สุภาพอ่อนน้อม แต่ภายในเต็มไปด้วยความอิจฉาพยาบาท และขาดความรับผิดชอบ
5...  มักมีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ(Hyper-sexuality) ไม่ยึดกรอบประเพณี
แต่ยึดในความอยากของตนเป็นหลัก เช่น  หลอกล่อมาด้วยเงินทอง-ข่มขืนกระทำชำเรา
หรือ แม้แต่ยุ่งเกี่ยวทางเพศกับคนในสายเลือดของตนเอง(Incest)

ทั้งหมดนี้ตรงกับลักษณะของมนุษย์ประเภท อันธพาล-ต่อต้านสังคม (Antisocial personality)

ในยามเย็นของวันนั้น จันวัย 5ขวบ
เพิ่งกลับจากโรงเรียน เขาเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในบริเวณบ้าน
ปากก็ร้องเพลงยอดฮิตในยุคนั้น  “คุณหลวง-คุณหลวง อยู่กระทรวงมหาดไทย” 

แต่พอขึ้นเที่ยวสอง ... “คุณหลวง ...คุณหลวง...” เท่านั้นแหละ

“หัวผมก็โดนเจาะเลือดไหลโกรก! …ผมโดนขว้างด้วยถ้วยกระเบื้องกินน้ำชาใบเขื่อง” 
“พ่อเป็นคนขว้างข้ามระเบียงมา” พร้อมด่าประจานโทษฐาน
“เด็กจัญไร ร้องเพลงล้อเลียนผู้ใหญ่”

เลือดโกรกหัวยังไม่เจ็บปวดเท่าที่รู้สึกอยู่ตลอดเวลา ว่าตนนั้นคือตัวซวย
อันเป็นเหตุให้แม่ของตนต้องตาย มันเป็นสิ่งที่เขาโหยหา
แต่ไม่มีวันได้พบ นั่นคือ...สัมผัสรัก จากแม่.....
 “ผมตกใจและเจ็บกว่านั้น ไม่รู้กี่หมื่นแสนเท่า เมื่อรู้ชัดถนัดแล้วว่า ...

พ่อเกลียดผมสาหัสแค่ไหน...

เมื่อก่อนถึงไม่มีแม่ ก็ยังมีพ่อเป็นมิ่งขวัญอยู่ในใจ แต่พ่อก็ไม่มีอีกแล้วเดี๋ยวนี้ ...”

เย็นนั้นจันร้องไห้มาราธอนเหมือนเขื่อนแตก
อาจไม่ใช่เพียงเพราะโดนคุณหลวงฟาดด้วยหางกระเบนจนเลือดสาด
แต่เหมือนจันพยายามระบายความขมขื่นที่มันท่วมท้นหัวใจของเด็กน้อยมาตลอดชีวิต...
 
ตลอดเวลาที่ผ่านมา จัน ดารา คือเด็กที่ถูกทารุณกรรม(Child Abused)
ทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนกระทบกระเทือนอารมณ์และความรู้สึกอย่างรุนแรง  

1  )  เขาต้องตกอยู่ในความเครียด สับสน หวาดระแวง และหวาดกลัว
2  )   รู้สึกขาดความมั่นใจ สบายใจ และรู้สึกทุกข์โศกอยู่เสมอ
        มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้า และคิดถึงความตายอยู่เสมอ
3  )   เสี่ยงต่อการเป็นเด็กพิการ หรือเสียชีวิตจากการถูกลงโทษที่รุนแรงของผู้ใหญ่
4  )  มักมองว่าตนเองนั้นไร้ค่า เหมือนของเล่นที่ชำรุดแล้ว(Damaged Goods)
5  )  เกิดการเลียนแบบสิ่งเลวๆ โดยไม่รู้สึกตัว( Identify with Aggressor)
       แม้รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำนั้นเป็นความเลว ไม่ว่าจะเป็นความสำส่อนทางเพศ
       การใช้อำนาจข่มขู่ การโกหกหลอกลวง แต่สุดท้ายก็กระทำสิ่งเลวนั้นอย่างไม่น้อยหน้า
       คงเพราะทนเสียงรบเร้าจากสัญชาตญาณดิบ (ID) ไม่ไหว
 

เนื่องจากถูกสั่งสมมานาน และถูกกดกั้นไว้ตลอดมา
“ผมรู้...แม่ผมตายเพราะกำเนิดผม ใช่...ที่ผมรู้เพราะพ่อหมั่นด่าบอกผม
เขาถือว่าเป็นความผิดของผม และทำให้ผมยอมรับกับตัวเองด้วยว่า มันเป็นความผิดของผม”
  
“เราคือ ต้นเหตุให้แม่ต้องตาย”
 ...คือความรู้สึกที่ฝังใจ เช่นเดียวกับเด็กกำพร้าที่มักมีความรู้สึกผิด (Depressive Guilt) ที่ซุกซ่อนอยู่
คือ ตนเองไม่ดีไม่น่ารักพอ จึงเป็นสาเหตุให้พ่อแม่เกลียดชัง ทอดทิ้ง หรือต้องตายไป
 
“ทุกความเจ็บปวดที่ได้รับ ผมได้เอาความผิดติดตัวนี้ผสมไปด้วยทั้งนั้น
สมแล้ว..เราทำให้แม่ต้องตาย!”

“ไอ้เด็กจัญไร” ... ผรุสวาทจากปากคุณหลวง
นับแต่วินาทีแรกที่จันตกฟาก และการก่นด่า โขกสับ เฆี่ยนตีถึงขั้นทารุณกรรม (Child Abuse)
ที่เขาได้รับอยู่แทบทุกวี่วัน กระทั่งเติบใหญ่ แต่คุณหลวงก็ยังคงเป็น “พ่ออันเป็นมิ่งขวัญอยู่ในใจ”
จวบจนวันที่เขาโดนขว้างด้วยถ้วยชาใบโต จนหัวเจาะเลือดโกรก
“เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า พ่อเกลียดผมสาหัสแค่ไหน”   “เขาทำกับผม ยัง-กะ-มาใช่พ่อ”
“บัดนี้ ผมถือว่าผมเป็นกำพร้าหมดแล้วทั้งแม่และพ่อ แม่ตายจากไปแล้ว
 ส่วนพ่อนั้น...ตายอย่างผีดิบ !”


  
ความโกรธแค้นปนขยะแขยงของเด็กชายจันยิ่งทวีขึ้น
เมื่อเขาคิดถึงวันที่อยู่ในวัย 4ขวบ ที่เขายังคงฝังใจกับภาพของคุณหลวงที่จงใจกระทำต่อน้าวาด
เหมือนคนย่ำยีคนที่เขารัก ดุจมารดา
 
...เหตุการณ์ “แก้ผ้า...นอนถ่ายปัสสาวะรดน้าวาด” ในสายตาของเด็กนั้น
 นอกจากทำให้ตกตะลึง ยังกระตุ้นเด็ก 4 ขวบให้เกิดความตื่นเต้นทางเพศ (Sexual Excitement) ก่อนวัยอันควร
และสิ่งที่ฝังใจยิ่งกว่าก็คือ สายตาอำมหิตของคุณหลวง
ที่เพ่งมาที่เขา ขณะที่ชำเราน้าวาด มันก่อให้เกิดความกลัว ความรู้สึกผิด และอิจฉาริษยา!

แท้ที่จริงแล้ว จิตลึกๆของเด็กๆทุกคนล้วนกลัวพ่อ โดยเฉพาะเด็กในวัย 3-5 ขวบ
(Phallic stage)ซึ่งหวาดหวั่นกลัวการโดน “ตัด”(Castration Anxiety) ด้วยอำนาจของผู้ชายที่ตัวโตกว่า แข็งแรงกว่า
ซึ่งก็คือ “พ่อ”ผู้ครอบครองแม่ ...แม่ที่เขาเองก็เชื่อว่าเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว

ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงเป็นมารความรักที่อยู่ในจิตส่วนลึกของเด็ก
แต่การกำจัดพ่อก็เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นจึงเลียนแบบ หรือถ่ายแบบโดยไม่รู้ตัว(Identification)
ซึ่งหากมีคุณพ่อที่อบอุ่นใจดี รักเข้าใจลูก ปมเกลียดพ่อ(Oedipus complex) ก็จางคลาย
แล้วความรักและชื่นชมพ่อก็จะเข้ามาแทนที่ พ่อก็คือ มิ่งขวัญ”ของลูกอย่างแท้จริง
ส่วนลูกชายก็จะกลายเป็น “มิ่งมิตร”ที่ชิดใกล้และไว้วางใจได้ยิ่งกว่าเพื่อนสนิทคนใด 
แต่หากการณ์เป็นไปในตรงข้าม พ่อที่เย็นชาห่างเหิน ดุดัน ก้าวร้าว และเห็นแก่ตัว ดังเช่นคุณหลวงจอมโหด
เขาก็จะได้ลูกชายที่เป็นเหมือนหอกข้างแคร่ เป็นดังศัตรูข้างตัว 
ในขณะที่ด้านคนเป็นลูกชายแม้จะชิงชังพ่อของตน แต่กลไกการเลียนแบบก็ยังคงทำงาน แต่ผกผันไปในทางเลว!
ใช่แล้ว...ส่วนหนึ่ง คือการเลียนแบบในด้านเลว( Identification with Aggressor)
อีกส่วนทำเลวเพื่อ...การล้างแค้น (หรือประชดคนที่เป็นพ่อได้อับอาย)
และทั้งสองส่วนนี้ล้วนกระทำไปโดยจิตไร้สำนึก (Unconscious)

คุณๆลองนึกดูเถิดครับ  ความเลวทั้งมวลอะไรที่คุณหลวงมีแล้วจันไม่มี ?!!

01   จันวิพากษ์พ่อตัวเอง  “หากเป็นลูกบ้านฝ่ายหญิง เขาก็ ... ใช่! ก็อย่างว่าน่ะแหละ...”
02   คุณหลวงตั้งชื่อให้ตัวเขากับนายทะเบียนว่า “จัน วิสนันท์” ซึ่งเป็นชื่อที่ฟังเหมือนหมายถึง
       ไม้ต้นอันมีใบงดงาม แต่แท้แล้วมันมาจากคำว่า “จัญไร” อันเป็นคำด่าติดปากของคุณหลวงที่ติดหูของเขาตั้งแต่เล็กแต่น้อย
 
ครั้นต่อมาเมื่อคุณหลวงที่ต้องมาแต่งกับคุณแก้ว(ภัทรวรินทร์ ทิมกุล)ใส่ตะกร้าล้างน้ำ
แล้วยัดเยียดให้จันเป็นเจ้าบ่าว(ชะตากรรมเดียวกับคุณหลวงที่ต้องแต่งกับแม่ของจัน!)
ผู้จำต้องยอมรับลูกในท้องของเธอเป็นทายาท จันก็เวทนาเด็กน้อยคนนี้อย่างจับใจ
จนอุตส่าห์ตั้งชื่อให้อย่างดิบดีว่า ...เด็กชายปรีย์  อันแปลว่า อันเป็น “ที่รัก”
 
แต่เมื่อจันรำพึงว่า “เรามันท่าจะหัวอกอันเดียวกันแล้วล่ะไอ้หนูเอ๋ย” ก็ทำให้เรานึกถึงเจตนาในส่วนลึกของจัน
ที่จับชื่อของหลานรักมาโยงกับคำว่า “จัน...จัญไร”ที่พ่อมักใช้ด่าตน..ดังนั้น
เมื่อจับมาพ่วงซะด้วยกัน  มันก็คือ... “อัปรีย์ – จัญไร!”
( ว่าแล้วจิตเบื้องต่ำของจัน ก็หัวร่ออย่างสาแก่ใจ)

03   จันเจ็บแค้นพ่อที่ดูเหมือนตั้งใจกระทำกามกรีฑากับน้าวาด(ผู้ที่จันรักเสมือนมารดา)ต่อหน้าต่อตา
เพียงเพื่อต้องการเหยียบย่ำหัวใจของเด็ก 4ขวบอย่างจัน
 
ต่อมาเมื่อคุณหลวงล่วงเข้าสู่วัยชรา และจวนหมดน้ำยา 
ความสัมพันธ์ที่เคยลับระหว่างจันกับคุณบุญเลื่องก็ชักจะประเจิดประเจ้อขึ้นทุกที
ถึงขั้นที่ “ในยามเข้าหอล่อกามาของเรา คุณบุญเลื่องกับผมได้เลิกคิดระวังระไว”
จนบางครั้งได้ปล่อยให้เปิดประตุแง้มเปิดอยู่อย่างนั้น ทั้งที่ห่างจากห้องคุณหลวงแค่ไม่กี่ก้าว
และแล้ว..วันที่รอคอยก็มาถึง( ? )

คุณหลวงเห็นการล่อกามาระหว่างเมียรัก(คุณบุญเลื่อง)กับลูกชาย(จัน)เข้าให้อย่างเต็มๆตา
มันโจ๋งครึ่มจนทำให้คุณหลวงถึงกับช๊อค จนล้มครืน และเป็นอัมพาตในเวลาต่อมา...
...ประตูที่เผยอแย้มอาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเผอเรอ เพราะแม้ตัวจันเองที่เคยบอกว่า

 “ผมไม่ตั้งใจจะแก้แค้นเขา แม้แต่นึกเล่นๆก็ไม่เคย ถึงผมจะผูกใจโกรธเขาอยู่มากมาย” 

แต่คุณๆครับ...คุณคงเคยได้ยิน หรือเคยอ่านข่าวที่ไม่น่าเชื่อในหลายๆกรณี เช่น
ลูกเศรษฐีที่มีพฤติกรรมชอบลักเล็กขโมยน้อย โดยเฉพาะสิ่งของเล็กๆน้อยๆในห้าง
ทั้งที่มีเงินเหลือเฟือที่จะซื้อได้ หรือ ลูกท่านนักการเมืองหญ่ายที่เที่ยวไปก่อเรื่องเดือดร้อนให้ชาวบ้าน
จนพ่อแม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เป็นที่อับอายขายขี้หน้า ...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ... โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่า
นี่คืออาการทางจิตเวช ประเภท “แก้แค้นพ่อแม่ โดยจิตไร้สำนึก”(Revenge)ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
 
แล้วเมื่อย้อนกลับมา ในเรื่องที่นายจันย้ำหนักย้ำหนา ว่า
 “เป็นความสัตย์ ผมไม่เคยคิดแก้แค้น แม้จะเคยผูกใจเจ็บ แต่บัดนี้ลืมไปแล้ว ( ? ) ”
 
ครับ... นั่นคือ ความต้องการของจิตฝ่ายดี(super-ego) ส่วนจิตฝ่ายต่ำ(id)
เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมแก้แค้นอย่างที่เห็นๆ


 
“ช่างกลายเป็นความน่าอภิรมย์ ที่มีรสอื่นๆมาเพิ่มเติม ให้รู้สึกว่าเป็นของใหม่ ...ที่สาแก่ใจยิ่งๆขึ้น”
ครับ... นั่นคือความสะใจของจัน ที่คุณหลวงโผล่เข้ามาเห็นเขากำลังกระทำกามกรีฑากับคุณบุญเลื่อง 
เหมือนเช่นเดียวกับที่คุณหลวงเคยสมสู่น้าวาดต่อหน้าเขาในวัยเด็ก

สภาพอันน่าสังเวชของคุณหลวงในบั้นปลายชีวิตนั้น จันเชื่อว่าเป็นเพราะ
“เป็นหนี้เวรกรรม ที่เคยทำกับผมไว้สารพัด”  
แต่สุดท้าย กรรมอันเดียวกันก็ย้อนเข้ามาหาเขาด้วย!
 
เพราะต่อมา จันได้กลายเป็นชายกลางคนที่หมดอาลัยตายอยากในชีวิต(ป่วยด้วยโรคซึมเศร้า)
หนำซ้ำยังหมดสมรรถภาพทางเพศด้วยวัยเพียงต้น 40 !

“มนุษย์แต่ละคนแปลงพลังงานของตนเองไปใช้ในด้านที่แตกต่างกัน ตามความสุขความพอใจของมนุษย์
แต่การจะรักษาอารยธรรมไว้ จึงต้องควบคุมและกำหนดพฤติกรรมทางเซ็กส์
เพื่อให้มนุษย์มีพลังงานทางเพศเหลือพอที่จะแปลงไปสู่กิจกรรมสร้างสรรค์อย่างอื่น .....”
ซิกมันด์ ฟรอยด์ ( 1908 )

http://www.csip.org/
http://adisak.blog.mthai.com/
http://adisak-channels.blog.mthai.com/

edit @ 6 Apr 2008 11:36:32 by เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยังไม่ได้ดูเลยครับtongue

#1 By รักหนัง (124.120.7.254) on 2008-04-07 19:34

#2 By (119.42.73.30) on 2008-06-13 23:40

ชอบจัง ที่วิเคาระห์ออกมาเป็นข้อๆได้ถึงใจ

#4 By (115.67.47.119) on 2009-03-06 17:07

#5 By (115.67.47.119) on 2009-03-06 17:07

#6 By (58.8.83.196) on 2009-05-06 02:49

confused smile confused smile

#7 By mp3 (117.47.182.20) on 2009-07-04 20:45

#8 By (222.123.40.5) on 2009-10-05 23:58